อ่าน – อาลัย ตุลาคม 2559

เบ็นที่รัก, Re : จิตร ภูมิศักดิ์ กับจดหมายรักแปดฉบับ

ไอดา อรุณวงศ์ | อ่านยุคมืด

letter1-4dicut edited

เบ็นที่รัก,

เธอหายไปตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกา 2558 ที่เธอมากินเหล้าที่ห้องเป็นครั้งสุดท้าย แล้วเธอก็หายไปตลอดกาลในวันที่ 13 ธันวาปีนั้น วันสุดท้ายที่พบกันเธอบอกว่ากำลังจะไปอินโดฯ ฉันไม่ทันคิดอะไร นึกว่าก็เหมือนกับทุกครั้งที่เธอหนีฤดูหนาวเมืองอิธากามาอาศัย “กรุงเทพฯ” (ที่เธอชอบเรียกว่า “Narok-นรก”) เป็นฐานไว้นั่งทำงานปีละราวหกเดือน แล้วระหว่างนั้นเธอก็จะชอบไปแรดไหนๆในแถบนี้โดยเฉพาะที่ฟิลิปปินส์กับอินโดฯ ไม่ทันเฉลียวใจว่าเธอจะเลือกอินโดนีเซียเป็นผืนดินสุดท้าย เอาเถอะ ใครๆก็รู้ว่าเธอรักประเทศนั้นฝังใจเหมือนรักแรก มันทำให้ฉันนึกถึงบทวิจารณ์นิยายเกย์เล่มหนึ่งของไทยที่เธอเขียนไม่เสร็จชิ้นนั้น เธอบอกฉันว่าเธอตั้งชื่อมันไว้แล้วว่า “เมียน้อย…มาก” หึหึ มุขใหม่ที่ฉันยังไม่ทันได้แซวเธอก็คือว่า ฉันว่าสำหรับเธอน่ะ อินโดนีเซียคือเมียหลวง ฟิลิปปินส์คือเมียน้อย และไทยแลนด์ของฉันมันก็ “เมียน้อย…มาก” ของเธอนั่นแหละ

ทีนี้ฉันก็ได้แต่นั่งโง่อยู่ตรงนี้ ไม่รู้จะทำยังไงดี ในฐานะหนึ่งที่เป็นบรรณาธิการอ่าน ฉันก็ควรทำฉบับไว้อาลัยอย่างเป็นกิจจะลักษณะแด่เธอ “THE เบเนดิกท์ แอนเดอร์สัน” นักวิชาการใหญ่ อย่างที่วารสารดีๆชาติอื่นๆที่เธอเคยเขียนให้เขาทำกัน แต่เธอก็รู้สันดานฉัน (ตรงนี้เราละไว้ ไม่ต้องขยายให้คนอื่นรู้ก็ละกัน) สิ่งที่ฉันทำจึงกลายเป็นว่าจะเขียนและตีพิมพ์บทความจำนวนหนึ่งซึ่งเกี่ยวกับเรื่องราวที่เธอเคยบอกว่าอยากอ่าน หรืออยากให้มีคนทำ ซึ่งมันเยอะมากอยู่นะ ก็เธอออกจะไฮเปอร์ปานนั้น ฉันจะพยายามเท่าที่ไหวก็แล้วกัน ก็เธอไม่ได้มาช่วยฉันทำอยู่ตรงนี้

เรื่องหนึ่งที่เราเคยคุยกันแล้วยังคาใจทั้งเธอและฉัน คือบทสนทนานั้นของเราเมื่อสามปีก่อน เราเถียงกันเพราะฉัน
หาเรื่องเอง ก็เธอกำลังเสนออะไรที่ฟังดูสมเหตุสมผลจะตาย ที่ว่าเมืองไทยควรมีการทำหอจดหมายเหตุที่เก็บรวบรวมจดหมาย เอกสาร ข้าวของสำคัญของนักคิด, นักเขียน, นักต่อสู้ที่เป็นประชาชนสามัญไว้ให้เป็นระบบเสียที เพื่อประโยชน์แก่การศึกษาเชิงประวัติศาสตร์ และเพื่อสืบสานอะไรก็ว่าไป ไม่ใช่จะมีแต่ของเจ้าๆๆๆ ทั้งชั้นหัวชั้นกลางชั้นหางแถวอยู่อย่างนี้

ฉันก็เห็นด้วยอยู่แล้วล่ะที่จะบันทึกประวัติศาสตร์ราษฎรด้วยกัน แต่ที่ดันเถียงไปก็คือว่า ถ้ามันเป็นเอกสารส่วนตัวมากๆ เช่นจดหมายที่เผยความรู้สึกละเอียดอ่อนใดๆ ของเขาล่ะ เราจำเป็นจะต้องยุ่มย่ามรวบรวมมาแบไว้ให้คนแปลกหน้าอ่านด้วยไหม ขอบเขตความเป็นส่วนตัวของบุคคลผู้กลายเป็นสาธารณะนั้นมีได้แค่ไหน ถ้าฉันตายไปฉันก็ไม่อยากให้ใครมาเที่ยวอ่านจดหมาย, สมุดบันทึกอะไรของฉันหรอกนะ เธอแย้งว่า ก็ถึงตอนนั้นก็ตายไปแล้ว ไม่ได้รับรู้แล้วนี่นา

ฉะนั้นเธอคงนึกออกว่าฉันถึงกับอึ้ง เมื่อไม่ถึงเดือนคล้อยหลังที่เธอจากไป ฉันได้รับจดหมายจากพระไพศาล วิสาโล (ไม่ต้องงง 555 คร้งหนึ่งสีกาบาปหนาก็มีเพื่อนร่วมงานและมิตรที่เคารพต่อกันที่เป็นพระ) แจ้งว่ามีเอกสารสำคัญ เป็นจดหมายของจิตร ภูมิศักดิ์ ซึ่งเมื่อดูจากเนื้อความก็เรียกได้ว่าเป็นจดหมายรัก เจ้าของจดหมายคือหญิงสาวที่จิตรเขียนถึงคนนั้นได้เก็บงำไว้หลายสิบปี จนวันหนึ่งจึงได้มอบไว้แก่หญิงอีกคน กำชับว่าให้เผยแพร่ต่อเมื่อเขาตาย และราวสองปีมานี้เองที่เขาสิ้นลมไป ผู้รับครอบครองจดหมายนำมามอบให้อยู่ในดุลพินิจของพระไพศาลว่าจะเผยแพร่แก่สาธารณะอย่างไร พระไพศาลเขียนมาถามฉัน ว่าสนใจจะตีพิมพ์จดหมายนี้ใน อ่าน หรือไม่ และหากจะพิมพ์ ก็ขอให้พิมพ์ให้ครบทั้งหมด

แล้วจะให้ฉันตอบอย่างไร แวบแรก แน่นอน ฉันรู้สึกซึ้งใจยิ่งต่อความไว้วางใจจากมิตรผู้หนึ่งที่มีต่อ อ่าน แวบสอง
ถัดมา ฉันสงสัยว่าเธอยืมมือมิตรผู้นั้น (ยืมมือพระ!) มาท้าทายมโนสำนึกของฉันต่อโจทย์เก่าที่เรายังค้างคากันอยู่หรือไร นี่คือจิตร ภูมิศักดิ์ ผู้เหมารวมกินรวบทุกฐานะที่เธอว่าไว้ คือเป็นนักคิด+นักเขียน+นักต่อสู้ และเป็นผู้สังกัดชั้นสามัญชนที่ควรแก่การรวมรวมและเผยแพร่ทุกอย่างที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้, แต่ที่อยู่ในมือของฉันคือจดหมายรัก
ส่วนตัว

พบกันครึ่งทางก็แล้วกันนะเบ็น เอาเป็นว่าฉันจะตีพิมพ์จดหมายโดยครบถ้วน ซึ่งก็เป็นไปตามที่พระไพศาลระบุไว้ และตามที่เจ้าของจดหมาย(หมายถึงผู้รับ)ยินยอมพร้อมใจไว้ด้วย เพื่อเปิดกว้างแก่การอ่านของสาธารณะโดยไม่ต้องถูกคัดกรอง/เซ็นเซอร์จากฉันหรือใครๆ

แต่ประเด็นของฉันในการอ่านจดหมายนี้ จะไม่มุ่งเป้าไปที่การสืบเสาะหาตัวหญิงสาวที่จิตรเขียนจดหมายรักไปถึง ฉันไม่ปิดบังชื่อเขาบนหัวจดหมายที่จิตรระบุถึงหรอก มันคือจดหมาย มันคืองานเขียนที่มีการระบุตัวตนผู้รับสาส์น และเขาก็เป็นผู้หญิงที่มี “ตัวตน” จริงๆ เพียงแต่เขาไม่ได้แสดงความประสงค์ไว้ว่าให้เปิดเผย หนำซ้ำผู้รับครอบครองจดหมายในขั้นต้นยังเล่าให้ฉันฟังว่า เขาให้ไว้เพียงตัวจดหมาย แต่ไม่ยอมให้ซองที่มีการจ่าหน้า เพราะไม่ต้องการให้คนอื่นทราบถึงเรื่องราวของเขามากไปกว่าชื่อต้นและร่องรอยเท่าที่มีอยู่ในจดหมาย อันที่จริงถ้าใครจะสืบค้นก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ตรงนี้ล่ะที่ฉันขอสงวนความเกี่ยวข้องของตัวเองที่จะไม่ภิเปรยภิปรายไปกว่านี้ และตีพิมพ์ไปตามที่มีคือตัวจดหมาย ซึ่งเจตนาของเจ้าของที่ให้เผยแพร่ก็เพื่อประโยชน์แก่การศึกษาความคิดและตัวตนของจิตร ไม่ใช่ของตัวเขา สิ่งที่ฉันสนใจจะอ่านในที่นี้จึงเป็นแง่มุมทางสาธารณะของวัตถุดิบทางประวัติศาสตร์ที่มีความเป็นส่วนตัวอย่างยิ่งเช่นนี้ ว่ามันทำงานอย่างไรในฐานะงานเขียนชิ้นหนึ่งซึ่งจิตร ภูมิศักดิ์ ใช้ในการสื่อสารความรู้สึกนึกคิดส่วนตัวของเขา และมันจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวประวัติชีวิตของเขาอย่างไร

จดหมายรักของจิตร ภูมิศักดิ์ ที่ฉันได้รับมีทั้งหมดแปดฉบับ ซึ่งอาจเป็นจำนวนที่ผู้รับเลือกเก็บไว้ หรืออาจเป็นจำนวนที่เขาเลือกไว้ว่าเผยแพร่ได้ หรือบางทีจดหมายทั้งหมดอาจมีอยู่เพียงเท่านี้ ฉันจะคุยโดยไล่ไปทีละฉบับตามลำดับของจดหมายทั้งแปดนะ