“อ่าน” ปีที่ 2 ฉบับที่ 3 มกราคม-มีนาคม 2553

มวล(ปัญญา)ชน

ไอดา อรุณวงศ์ | เปิดเล่ม

ผู้หญิงคนนั้นก้มลงมองปลายเท้าตัวเองที่จ่ออยู่ตรงแนวตัดแบ่งระหว่างเงาสีดำใต้อาคารกับแดดขาวจัดจ้านั้นอย่างลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจข้ามเส้นนั้นไปราวกับไม่ยี่หระ หามิได้ หล่อนจับจังหวะให้แน่ใจก่อนจะกดปุ่มร่มในมือให้กางผึงพร้อมขาที่ก้าวออกไปนั้น
**
ลงจากแท็กซี่แล้วหล่อนก็ต่อรถมอเตอร์ไซค์เข้าไปในถนนเส้นที่ถูกปิด อากาศยังร้อนโหดร้ายเหมือนวันก่อนๆ หล่อนยังไม่แน่ใจว่าจะให้รถพาไปถึงจุดไหน ก็พอดีได้ยินเสียงประกาศจากเวทีขอให้ “พี่น้อง” จัดกำลังไปที่สี่แยกคอกวัวเพราะมีทหารกำลังเคลื่อนเข้ามาด้านนั้น หล่อนบอกมอเตอร์ไซค์ให้จอดตรงสี่แยกนั่น ลงจากรถแล้วก็ควานหาผ้าขนหนูในกระเป๋าที่พกเตรียมมาสำหรับชุบน้ำเช็ดหน้าหากมีการใช้แก๊สน้ำตา แล้วเดินเข้าไปที่แนวปะทะด้วยอาการราวกึ่งรู้ตัวกึ่งฝัน
**
ตรง “สมรภูมิ” บนถนนเล็กๆ ณ สี่แยกแห่งนั้น หล่อนเห็นทหารตั้งแถวพร้อมโล่และกระบอง ยืนประจันหน้ากับคนเสื้อแดงที่รวมตัวกันอยู่หลวมๆ หล่อนสาวเท้าเข้าไปรวมกลุ่มกับเขาด้วย แล้วโดยที่ไม่ต้องมีใครสั่งการอย่างหนึ่งอย่างใด เมื่อทหารเริ่มดาหน้าเข้ามา กลุ่มคนเสื้อแดงก็ถลาเข้าไปผลักดันไว้ สองฝ่ายออกแรงผลักยันกันไปมา จำนวนที่เห็นอยู่ตำตาว่าน้อยนิดนั้นไม่อนุญาตให้หล่อนลังเลอีกต่อไป หล่อนพรวดเข้าไปผลักดันกับเขาด้วย ออกแรงสุดชีวิตเท่าที่ร่างต้วมเตี้ยมนั้นจะอนุญาตให้ คนเสื้อแดงแถวหน้าดันกับโล่นั้นอย่างสุดแรง แล้วคนที่อยู่แผงแถวหลังก็ขึ้นไปรับช่วงยันต่อเมื่อแถวหน้าดูท่าจะไม่ไหว สลับกันไปมาอยู่อย่างนั้น
**
แล้วจังหวะหนึ่งก็ถึงคิวของหล่อน เมื่อแถวหน้ามีช่องโหว่ หล่อนเข้าไปอุดไว้ เสียงร้องด่าทออื้ออึงอยู่ทั้งสองฝ่าย หล่อนมองผ่านโล่ไปเห็นสีหน้าของทหารที่ผลักยันอย่างเข่นเขี้ยวดุดัน ทหารอีกนายตะโกนด่าและทำท่าเงื้อแขนผ่านแผงโล่จะมาซัดใส่หญิงเสื้อแดงที่ทั้งดันทั้งด่าอยู่ข้างๆ หล่อน หล่อนตวาดเสียงแทรกกลับไป “อย่าทำอย่างนี้ !” ทหารรายนั้นหันมามองแล้วชะงักราวเด็กถูกจับได้ว่ากำลังเล่นโกง จากนั้นทุกอย่างก็ชุลมุน หล่อนต้านแรงไม่ไหว ใครบางคนรุนให้หล่อนล่าถอยออกมา
**
ขณะยืนตั้งหลักอยู่อย่างนั้น พลันหล่อนรู้สึกถึงความโล่งบางอย่าง นี่เองกระมัง ความ “สะใจ” นึกแล้วหล่อนก็กระดาก แต่ไม่อาจปฏิเสธได้ ความรู้สึกประเภทที่เรียกว่าสะใจ ที่ไม่เพียงไม่สูงค่าหากยังต่ำราคา แต่สำหรับคนที่ต้องทนดูทนฟังการประสานเสียงอย่างกระหายเลือดของรัฐบาลและสื่อมวลชนมาหลายอาทิตย์ ถูกปิดกั้นจนง่อยเปลี้ยเสียขา ได้แต่ลงชื่อแถลงการณ์ที่ล้วนไร้ค่า จะอาศัยเครื่องมืออย่างเว็บบอร์ดหรือเฟซบุ๊กก็ต้องเจอกับความเห็นจากบรรดาเสรีปัญญาชนชั้นกลางทั้งหลายที่รักษาฉากหน้าของความเป็นกลางอย่างกลัวเอียงซ้าย ความรู้สึกอัดอั้นที่ได้ระบายผ่านสองแขนสองมือที่ออกแรงผลักโล่เหล่านั้น ช่างเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้แม้จะดูไร้สง่าราศีที่สุด ขออภัยเถิด ท่านที่เคารพทั้งหลาย หล่อนสะใจจริงๆ
**
แล้วหล่อนก็เห็นก้อนหินลอยมาจากฝั่งทหาร เล็กบ้างใหญ่บ้าง คนเสื้อแดงตะโกนด่าแล้วขว้างกลับไปทั้งอิฐหิน ขวดน้ำ ด้ามธง ก่อนจะแตกฮือเมื่อทหารระดมขว้างหินก้อนใหญ่กลับมา พวกเขายังกรูกลับไปช่วยกันยันโล่ทหารไว้ หล่อนตัดสินใจเข้าไปเสริมกำลัง ชุลมุนระหว่างหลังของคนที่หล่อนดันไปหน้ากับหลังของหล่อนที่ถูกดันมาจากข้างหลัง จังหวะหนึ่งหล่อนเห็นชายคนหนึ่งถือโล่ที่น่าจะคว้ามาได้จากฝั่งทหาร กว่าจะรู้ตัวอีกที หล่อนก็ไปอยู่ตรงกลางระหว่างโล่ในมือทหารกับโล่ทหารในมือชายเสื้อแดง แรงอัดจากทั้งสองด้านทำให้หล่อนขยับไม่ได้และหายใจไม่ออก หล่อนคงตายอย่างคนที่อยู่ตรงกลางอย่างนั้นหากไม่ถูกดึงตัวออกมาอย่างหวุดหวิด แล้วหล่อนก็รู้สึกถึงกลิ่นแสบที่ลอยมา ชายเสื้อแดงคนหนึ่งรีบหยิบกระป๋องแก๊สน้ำตาบนพื้นขว้างกลับไปฝั่งทหาร ในภาวะชุลมุนนั้น การ์ดเสื้อแดงไม่เป็นอันทำอะไรเพราะต้องคอยไล่คว้าไล่ดึงตัวคนเสื้อแดงที่ขว้างหินขว้างไม้กลับไป ดูเถิด อีกฝ่ายจะเล่นนอกเกมอย่างไรก็ได้ แต่คนเสื้อแดงต้องต่อสู้โดยระมัดระวังตลอดเวลาว่าผู้ชมอันทรงเกียรติทั้งประเทศพร้อมจะพิพากษาทันทีถ้ามีการ “ฟาวล์”
**
แต่แล้วทหารก็ต้องถอยร่นเมื่อกระแสลมพัดแก๊สน้ำตาไปทางฝั่งทหารจนเห็นเป็นกลุ่มควันขาว คนเสื้อแดงกรูเข้าไปยึดรถทหาร เสียงโห่ร้องกึกก้องในอากาศ พื้นถนนเกลื่อนด้วยเศษรองเท้าขาด ขวดน้ำ ขาแว่นกันแดด ท่อนไม้ไผ่ อีกพักใหญ่การเจรจาก็เริ่มขึ้น ทั้งสองฝ่ายสงบศึกแต่ยังคุมเชิง ฝรั่งนักท่องเที่ยวบนถนนข้าวสารพากันยืนดูอย่างตื่นตะลึงตลอดเหตุการณ์ กล้องถ่ายรูปทำงานกันง่วน ฝรั่งห้าวสองสามคนเอาผ้าแดงคาดหัวแล้วไปอยู่แถวหน้าราวจะช่วยรับมือหากปะทะรอบใหม่่ Welcome to Thailand !
**
หล่อนเดินสะโหลสะเหลออกมาจากแนวรบนั้นราวไม่กี่สิบเมตร ทรุดลงนั่งกับขอบฟุตบาธ คนอื่นๆ ที่ล้วนใส่เสื้อสีแดงพากันจับกลุ่ม นั่งบ้างยืนบ้างเป็นหย่อมๆ หล่อนไม่เพียงมาคนเดียวลำพัง แต่ยังอยู่ในข่ายดูไม่เข้าพวก คนพวกนี้ไม่มีอะไรที่ดูเหมือนหล่อน พวกเขาใส่เสื้อสีแดง แดงอย่างที่ผู้หลักผู้ใหญ่่ของหล่อนมักใช้คำขยายว่า “ตลาดๆ” หล่อนไม่นิยมใช้สีแบบนั้น มันจะต้อง “มีเฉด” ไม่ว่า จะแดงเลือดหมู เลือดนก แดงปูน บานเย็น มันไม่เคย “ตลาด” พวกเขาหลายคนใส่แว่นดำ ที่น่าขำกว่านั้นคือใส่หมวกคาวบอย วัยรุ่นตัวดำบางคนย้อมผมทอง ผูกผ้าพันคอผ้าโพกหัวเนื้อหยาบอยู่อีเหละเขละขละ รูปพรรณสัณฐานอย่างนี้ คนไทยการศึกษาดีและรสนิยมดีที่ไหนจะเอาเป็นพวก แน่ละ พวกเขาเป็น “ชาวบ้าน” แต่ไม่ใช่ชาวบ้านอย่างที่ทีวีไทยพีบีเอสของชนชั้นกลาง โดยชนชั้นกลาง เพื่อชนชั้นกลางชอบเสนอ หล่อนนึกถึงงานศิลปะประเภทที่เอาถังพลาสติคสีแจ๋นๆ ราคาถูกหรือสารพัดสิ่งสะท้อนความเป็นไทย แบบ “vernacular” มาจัดแสดงให้ฝรั่งฮือฮา ให้คนไทยขบขันในอารมณ์ nostalgia บางทีคงต้องรอจนกว่าจะมีศิลปินเหล่านั้นมาจับภาพคนเหล่านี้ไปเสนอแบบเดียวกัน พวกเขาจึงจะดูมี “คลาส” ขึ้นมาได้ ให้ผู้ชมอุทานพร้อมรอยยิ้มเอ็นดูที่มุมปาก มายก้อด ! นี่แหละ very Thai !
**
หล่อนเหยียดขาออกไป มองดูเท้าที่เลอะเขลอะ “รอยตีนชาวบ้าน” เหล่านั้นที่เหยียบทับกันไปมา พื้นรองเท้าข้างขวาเลื่อนหลุด นี่ขนาดหล่อน “รู้งาน” พอจะเลือกรองเท้าที่เหมาะกับการไปม็อบมาแล้วเชียว หล่อนเริ่มประหวัดถึงอดีตอันไม่ยาวนานนักตัวเองที่เคยอยู่ในขบวนคนทำงาน “เพื่อชาวบ้าน” และเคยต้องเผชิญการปะทะมาหลายครั้งกระทั่งกับ ตชด. อาวุธครบมือ เพียงแต่สมรภูมินั้นอยู่ในผืนแผ่นดินอ้างว้างไกลปืนเที่ยง หล่อนสลัดความหลังโรแมนติคออกจากหัว ในสมรภูมิที่ไม่มีใครออกมา “เพื่อชาวบ้านเหล่านี้” ทางที่ดีหล่อนควร “ลดตัว” ลงมาเป็นชาวบ้านเสียเองบ้าง และรู้จักช่วยตัวเอง
**
ชายคนหนึ่ง หน้าตาไม่เข้าพวกกับคนเหล่านั้น เดินมายืนหันรีหันขวางอยู่ตรงหน้า เขาดูเป็นคนเชื้อสายจีน ผิวขาว ร่างสูงผอม ใส่แว่น สวมเสื้อเชิ้ตสีสะอาด แต่บนศีรษะนั้นสวมหมวกแดงติดแบรนด์ “ความจริงวันนี้” แล้วเขาก็หันมาเห็นหล่อน เขายิ้มให้ หล่อนยิ้มตอบ เขาขอมานั่งข้างๆ อย่างสุภาพ แล้วบทสนทนาอันไม่อาจหลีกเลี่ยงก็เริ่มขึ้น
**
เขาบอกว่าเขามาม็อบเสื้อแดงเป็นประจำ เขาไม่ได้ชอบทักษิณ แต่เขาทนไม่ได้ตั้งแต่ที่มีปฏิวัติ ทนไม่ได้กับการไม่เคารพสิทธิตามระบอบประชาธิปไตย แน่นอน นี่ไม่ใช่สนามแรกของเขา เขามองไปยังกลุ่มเสื้อแดงที่เปิดเพลงปลุกขวัญอย่างครึกครื้นระหว่างคุมเชิงกับทหาร “สมัยผม บรรยากาศเครียดกันกว่านี้มาก” เขาหันมาถามว่าหล่อนอายุเท่าไหร่ หล่อนตอบไปอย่างรู้งานเช่นเคย “เกิดไม่ทันยุคของคุณหรอกค่ะ” “เมื่อปี 19 ผมอยู่มหาลัยปีสอง” หลังจากนั้นเขาก็เริ่มเล่าถึงอดีตนั้น หล่อนไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเสียงเพลงในจังหวะลูกทุ่งโฉ่งฉ่างของคนเสื้อแดง หรือเสียงอื้ออึงในหัวของหล่อนเองกันแน่ที่มากลบเสียงเล่าจากอดีตของเขา หล่อนเริ่มไม่ได้ยินอะไรอีกต่อไป หล่อนมองไปยังมวลชนเสื้อแดงเหล่านี้ที่ไม่เพียงไม่ใช่ปัญญาชน แต่ยังเป็นมวลชนมีผู้นำที่เป็นแค่นักการเมืองอีกด้วย มันช่างห่างไกลกับ “พลังบริสุทธิ์” เหล่านั้นที่หล่อนเกิดทันบ้างไม่ทันบ้างเสียเหลือเกิน
**
ช่างเป็นเรื่องตลกร้าย หนึ่งในแกนนำนักการเมืองเหล่านั้นก็เคยเป็นนักศึกษาร่วมสมัย “ยุคพฤษภา” กับหล่อน หล่อนยังจำได้ถึงการประชุมครั้งหนึ่ง ที่หล่อนซึ่งยังเป็นเด็กปีหนึ่งซื่อๆ จากมหาวิทยาลัยที่บริสุทธิ์ถึงขั้นพรหมจรรย์ด้วยการตีกรอบกระทั่งเสรีภาพในการใส่หรือไม่ใส่ถุงเท้า ต้องปากกล้าขาสั่นเถียงกับเขาผู้มาจากมหาวิทยาลัยที่ “เปิด” จนไม่มีอะไรศักดิ์สิทธิ์ เขาเสนอว่าองค์กรนักศึกษาควรจะสามารถรับเงินสนับสนุนจากพรรคการเมืองได้ เพียงแต่ให้ประกาศโดยเปิดเผยและต้องกำหนดเงื่อนไขไม่ยอมให้ผู้บริจาคมีสิทธิแทรกแซง หล่อนจำได้ถึงความตกใจต่อข้อเสนอของเขา และรีบคัดค้านว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะไม่เช่นนั้นพลังอย่างเดียวของขบวนการนักศึกษา คือ “พลังบริสุทธิ์” นั้นจะหมดความชอบธรรมทันที หล่อนจำได้ถึงความโกรธของเขาที่รู้สึกว่าหล่อนพูดราวกับว่าเขาเป็นคนเห็นแก่เงิน หล่อนพอจะรู้อยู่หรอกในตอนนั้น ถึงความรู้สึกเหลื่อมล้ำต่ำชั้นระหว่างอันดับของมหาวิทยาลัยในหมู่ขบวนนักศึกษา ที่สะท้อนความต่างทางพื้นฐานเศรษฐกิจของแต่ละคนด้วย ในขณะที่ผู้นำจากมหาวิทยาลัยปิด (เสมอ) สามารถเอารถยนต์ของที่บ้านมาใช้ทำงานได้ แต่นักศึกษาอีกจำนวนไม่น้อยที่มีสถานะต่ำกว่าทั้งในทางเศรษฐกิจและลำดับชั้นผู้ปฏิบัติงาน ต้องกระเบียดกระเสียรเพียงใดเพื่อให้สามารถทำ “กิจกรรม” อันฟุ่มเฟือยอย่างการเรียกร้องประชาธิปไตย
**
หากต้องตอบคำถามเดิมนั้นในวันนี้ หล่อนก็ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองจะ cynical พอ ที่จะยอมรับข้อเสนอของเขาได้ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างหนึ่งก็คือ หล่อนไม่แน่ใจอีกต่อไปแล้วว่าคำว่า “พลังบริสุทธิ์” จะมีความจริงแท้แตกต่างจาก “นักการเมือง” อย่างไร มวลชนเหล่านี้ที่ออกมาใส่เสื้อแดง พวกเขาก็ไม่ได้เริ่มต้นด้วย “อุดมการณ์” อัน “บริสุทธิ์” เหมือนปัญญาชน พวกเขาต่อสู้เพราะรู้ว่ากำลังเสีย “ผลประโยชน์” อันได้แก่ความหวังที่จะได้มีชีวิตที่อยู่ดีกินดีและลืมตาอ้าปากได้บ้าง และผลประโยชน์นั้นมันก็ผูกกันกับการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ที่อนุญาตให้พวกเขามีสิทธิเลือกว่าจะให้นักการเมืองคนไหนมาจัดสรรและจัดการให้ และโดยตระหนักรู้ด้วยว่าทั้งหมดนั้นคือกระบวนการต่อรองทางผลประโยชน์ระหว่างพวกเขากับนักการเมืองเหล่านั้น นั่นเป็นน้อยครั้งในชีวิตที่พวกเขาจะได้เป็นผู้มีสิทธิมีเสียงบ้าง “ทำให้กูสิ แล้วกูจะเลือกมึง” หรือกระทั่ง “ทำให้กูสิ แล้วกูจะสู้เพื่อมึง”
**
มันเป็นกระบวนการที่สาธารณ์นักเมื่อเทียบกับคำว่า “ทำเพื่อประชาชน” ของอุดมการณ์แบบปัญญาชน ที่ราวกับว่าไม่ได้ต้องการประโยชน์โภชผลอันใดตอบแทน แต่ข้อเท็จจริงที่ว่าบรรดาปัญญาชนอดีตผู้นำนักศึกษาจำนวนมากในทุกวันนี้ เสพสุขจากสถานะและบารมีอันได้มาจากการต่อสู้ทางอุดมการณ์ในอดีตเหล่านั้น แล้วเหยียดปากเย้ยหยันทั้งปลุกระดมทำลายความชอบธรรมในการต่อสู้ของมวลชนเหล่านี้ ยังไม่ใช่หลักฐานที่ฟ้องอยู่ตำตาอีกหรือว่าพวกเขามือถือสากปากถืออุดมการณ์กันเพียงใด ที่สำคัญ หลังจากที่เคยฟูมฟายมานานว่าพวกเขาทำไมถึง “เปลี่ยนไป” หล่อนก็ได้เห็นว่ามวลชนเองก็เปลี่ยนไป และไม่ได้ต้องการผู้นำแบบพวกเขาอีกแล้ว
**
ทั้งบนเวทีและข้างล่าง พวกเขาพูดจาหยาบคาย ไม่ “PC” จนต้องมีการเตือนกันอยู่หลายครั้ง แกนนำขวัญใจของพวกเขาไม่ใช่สุภาพบุรุษนักคิด ไม่ใช่ปัญญาชนเสรีชนแอบติสต์ แต่เป็นเหมือนการคืนชีพของผู้นำพระเอกลูกทุ่งในนวนิยายแบบ “ไม้ เมืองเดิม” ที่เน้นภาพความเด็ดเดี่ยว ใจนักเลง และแน่นอนต้องมีแง่มุมของความขี้เล่นมาหยอดแม่ยกได้เป็นระยะ น้ำเสียง ภาษา เนื้อหา กระทั่งสาธกนิทานหรือวรรณคดีที่นำมาเล่าบนเวที เข้ากันได้กับวัฒนธรรมและรสนิยมของมวลชนของเขา ที่เกือบๆ จะกลายเป็นของ exotic สำหรับปัญญาชนไปแล้ว เพลงเพื่อชีวิตที่เล่นกันบนเวทีต่อสู้ของมวลชนชั้นกลางคนละฝั่งสี ดูเป็นสิ่งแปลกปลอม (และของปลอม) ไปทันทีบนเวทีที่มีแต่เพลงลูกทุ่งแห่งนี้ บางครั้งก็มีเพลงในทำนองดนตรีวงใหญ่ที่มีกลิ่นอายการเรียบเรียงแบบจีนเหมือนเพลงของยุคสมัยอุดมการณ์เกรียงไกร มาทำให้ครึ้มอกครึ้มใจที่ได้มีอะไรคล้ายๆ เพลงมาร์ชสำหรับมวลชนไร้สังกัดสถาบันอย่างพวกเขาบ้าง
**
หล่อนนึกถึงภาพที่ได้เห็นขณะไปยืนรอคิวเข้าห้องน้ำที่โรงพยาบาลตำรวจ ณ ที่ชุมนุมที่ราชประสงค์ ชายคนหนึ่งที่หล่อนจำหน้าได้ว่าเป็นหนึ่งในบรรดานักการเมืองที่อยู่ในกลุ่มนำ เดินเข้ามาในโถงเล็กๆ ของโรงพยาบาลที่อยู่หน้าห้องน้ำหญิงคิวยาวนั้น เขาทรุดนั่งแปะลงกับพื้นอย่างหมดท่า สารรูปมอมแมมชุ่มเหงื่อ พวกผู้หญิงเสื้อแดงที่ยืนต่อคิวอยู่พากันชี้ดูอย่างขบขัน แล้วหนึ่งในจำนวนนั้นที่มีรูปร่างอ้วนใหญ่ก็เดินเข้าไปนั่งข้างๆ ให้อีกสองสามคนช่วยกันจับตัวชายคนนั้นตั้งพิงกับหลังของเธอ อีกคนก็เข้ามาช่วยพัดวีให้ ชายคนนั้นยันหลังอยู่ได้ครู่เดียวก็ทนไม่ไหว หงายผลึ่งลงไปนอนแผ่หรากับพื้น พวกผู้หญิงพากันไปนั่งรุมล้อมเป็นเพื่อน บ้างก็ยืนชี้มือแซวสนุกสนาน ชายคนนั้นยังมีแก่ใจผงกหัวขึ้นมาชูสองนิ้วยิ้มให้ แล้วหงายลงไปแนบหัวกับพื้นโรงพยาบาลเหมือนเดิม
**
ไม่แปลกที่มวลชนเหล่านี้จะเทหัวใจให้นักการเมืองเหล่านี้ที่ร่วมสู้กันมา เพราะคนที่มีสถานะบริสุทธิ์สูงส่งกว่านั้นล้วนเบือนหน้าหนี ไม่มาคลุกคลีแปดเปื้อนกับ “ประชาชนผู้ถูกกดขี่” เหล่านี้ที่อยู่นอกร่มโพธิ์ร่มไทร และอย่างน้อยก็มีแนวโน้มว่าพวกเขาอาจไม่ต้องผิดหวังเหมือนผู้นำที่อ้างตัวว่าบริสุทธิ์กว่านั้น เพราะนี่คือเรื่องผลประโยชน์ซึ่งกันและกันระหว่างประชาชนกับนักการเมือง มันรับรูัชัดๆ เท่าๆ กันอย่างตรงไปตรงมา ไม่ต้องซ่อนอยู่หลังฉากหน้าที่ดูดีหรือดูมีโวหารกว่านั้น หากว่าสุดท้ายพวกเขาจะถูกทอดทิ้งหรือหักหลังไม่ต่างกัน เขาก็จะสามารถด่าประณามได้อย่างเต็มปากเต็มคำ พร้อมไพ่ตายในมือคือสิทธิในการเลือกตั้ง ทำไม่ดีก็อย่าหวังว่าจะได้รับเลือกมาเป็นผู้นำอีกต่อไป มวลชนที่ลุกขึ้นมาสู้แค่ตายขนาดนี้ มีหรือจะปล่อยให้คนพวกนี้เอาสิทธิของเขาไปปู้ยี่ปู้ยำโดยง่าย
**
ความคิดในหัวที่ดำเนินไปยืดยาวราวกระแสความคิดตัวละครในวรรณกรรมสร้างสรรค์ทั้งหลาย ถูกขัดจังหวะเมื่อเพื่อนโทรมาบอกว่ารัฐบาลประกาศจะสลายภายในหกโมงเย็น หล่อนดูนาฬิกาแล้วเห็นว่ายังเหลือเวลาอีกพักหนึ่ง จึงตัดสินใจกลับบ้านไปชาร์จโทรศัพท์และออกมาใหม่ให้ทันก่อนเส้นตายนั้น เวลาสำคัญอีกครั้งในประวัติศาสตร์ประเทศนี้ ที่ใครๆ จะออกมา “ตายเพื่อประชาธิปไตย”
**
“คุณผู้หญิงออกมาครับ มันอันตราย” การ์ดเสื้อแดงคนนั้นพูดอย่างสุภาพแต่เฉียบขาด หล่อนยิ้มแห้งๆ แล้วถอยออกมา หล่อนจำเป็นต้องเชื่อฟัง ต้องเป็นมวลชนที่มีวินัย พื้นที่ ณ สี่แยกเดิมแห่งนั้นในยามค่ำตอนนี้กำลังเข้าสู่สงครามที่เข้มข้นกว่าเมื่อภาคบ่ายมากนัก เสียงปืน เสียงระเบิดตูมตาม ตรงแถวหน้าระหว่างทหารกับคนเสื้อแดงนั้นเกลื่อนไปด้วยเศษสิ่งของและนองน้ำ มีแต่พวกผู้ชายที่ยืนอยู่แถวหน้า หล่อนเห็นฝรั่งและคนที่ดูท่าทางเป็นสื่อมวลชนต่างชาติยืนถือกล้องอยู่ใกล้ๆ แต่ไม่เห็นกล้องทีวีของสื่อมวลชนไทยขี้ขลาดขี้ข้าหน้าไหน หล่อนถอยออกมาตรงปากทาง คนยืนจับกลุ่มห้อมล้อมกัน บ้างชี้ขึ้นไปบนตึกแถวนั้นให้ระวังว่ามีคนซุ่มยิงลงมาใส่ประชาชน ระหว่างนั้นหล่อนก็เห็นชายอีกคนหนึ่งเดินกะเผลกออกมาจากซอยที่ปะทะกันนั้น เขาสวมรองเท้าบู๊ตทหาร มือถือโล่ ตั้งหน้าตั้งตาเดินลากขาต่อไป ไม่ทันมีใครสนใจ หล่อนสงสัยว่าเขาเป็นใคร ทหารหรือ แล้วออกมาทำไม บาดเจ็บหรือว่าอย่างไร หล่อนตามเขาไป แต่เขาเดินไวมากทั้งที่กะเผลกอย่างนั้น หล่อนพยายามจะวิ่งแต่หายใจไม่ค่อยทัน พยายามเพ่งมองไปข้างหน้าไม่ให้เขาคลาดสายตา แล้วในที่สุดเขาก็ไปหยุดอยู่ตรงแยกนั้นเบื้องหน้าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เขาทรุดตัวลงบนฟุตบาธ นอนแผ่ร่างหราอยู่อย่างนั้น หล่อนปราดเข้าไป มีคนเสื้อแดงอีกสามสี่คนเข้ามามุง ดูเหมือนเขาจะเป็นลม
**
ผู้ชายเสื้อแดงช่วยกันเลิกเสื้อของเขาขึ้น หล่อนหยิบยาดมออกมา เอาผ้าชุบน้ำที่พาดคอตัวเองอยู่เช็ดหน้าเขา หันไปอีกทางก็พบทหารอีกคนมาล้มตัวนอนข้างกัน คนเสื้อแดงเรียกให้หล่อนไปช่วยดู มีคนเอาขวดน้ำเย็นมาให้หล่อนชุบผ้าแล้วค่อยๆ ลูบหน้าลูบตัวเขา ผู้ชายสองสามคนช่วยกันถอดเสื้อเกราะหนักๆ ออก เขายังดูเด็กอยู่มาก ออกปากร้องขอน้ำ มีคนส่งมาให้แล้วบอกให้ค่อยๆ จิบ แต่เขาผงกหัวขึ้นยกกรอกอย่างกระหาย หล่อนประคองให้เขาดื่มจนอึกใหญ่ เขาค่อยลงนอนให้หล่อนเอาผ้าชุบน้ำลูบผมลูบหน้าต่อไป
**
แล้วในที่สุด เขาก็พูด “ผมรับไม่ได้ ผมไม่ไหว มันให้ใช้กระสุนจริง กระสุนจริงๆ เลยนะพี่ ผมไม่อยากมาทำแบบนี้ ผมรับไม่่ได้” หล่อนรู้ว่าถ้าหล่อนคว้ากล้องในกระเป๋าขึ้นมาถ่ายรูปหรือถ่ายวิดีโอไว้ หล่อนก็จะได้มีหลักฐานว่ามีการใช้กระสุนจริง แต่หล่อนทำไม่ลง ลำพังที่เขาทิ้งออกมาแบบนี้ ก็ไม่รู้จะโดนโทษทัณฑ์อย่างไรบ้างแล้ว เขาอาจจะมาจากครอบครัวยากจนที่ไหนซักแห่ง เป็นแต่เพียงเด็กวัยรุ่นที่ถูกเกณฑ์เป็นทหาร ไม่ได้รับสิทธิให้ใช้วิจารณญาณว่าจะทำตามผู้บังคับบัญชาหรือไม่ ผู้หญิงเสื้อแดงคนหนึ่งที่มาช่วย พร่ำพูดกับเขาว่า ประชาชนมาเรียกร้องประชาธิปไตย มาทำแบบนี้กับเราทำไม ประชาชนมือเปล่าทั้งนั้น เด็กหนุ่มพูดซ้ำ ผมไม่ได้อยากทำ สีหน้าเขาเจ็บปวดเสียจนหล่อนต้องค่อยๆ พูดปลอบ ไม่เป็นไร ไม่มีอะไรแล้วนะ น้องทำดีที่สุดแล้ว ไม่เป็นไรแล้ว แล้วก็ราวกับยามที่แม่ซักคนปลอบลูกชาย ทหารหนุ่มคนนั้นน้ำตาไหล หล่อนรีบเอาผ้าขนหนูอีกผืนปาดน้ำตาให้ แต่หยดน้ำเม็ดกลมๆ นั้นยังไม่ยอมหยุดไหล หล่อนได้แต่เอาผ้าลูบหน้าลูบหัวเขาอยู่อย่างนั้น
**
พักหนึ่งเด็กหนุ่มมีอาการผวา ผงกหัวขึ้นดูว่าโล่ กระบอง และหมวกของเขายังอยู่ครบหรือไม่ เขาถามหาหมวก ชายคนหนึ่งที่เอาไปสวมไว้ชี้บอกเขาว่าอยู่นี่ ไม่ได้หายไปไหน ทหารหนุ่มจึงค่อยเอนลงนอนต่อไป แต่แล้วเสียงปืนก็ดังรัวเป็นชุดมาจากถนนตรงแยกอนุสาวรีย์แห่งนั้น ทุกคนลุกแตกตื่น ทหารหนุ่มลุกพรวดถามหาหมวกของเขา ผู้ชายที่เอาหมวกทหารไปสวมคนนั้นวิ่งปราดเข้าไปตรงจุุดปะทะเสียแล้ว ทหารหนุ่มร้องอย่างสิ้นหวัง พี่ครับ พี่เอาหมวกมาให้ผมได้ไหมครับ หล่อนวิ่งตามชายคนนั้นไป เขาเข้าไปจนเกือบแถวหน้า หล่อนเข้าไปสะกิดเขาที่บ่า ขอหมวกคืนให้ทหารได้ไหมคะ พูดไปแล้วหล่อนก็รู้ตัวว่ามันออกจะผิดกาลเทศะ ชายคนนั้นหันมามองแล้วบอกให้หล่อนถอยไป ผมเป็นการ์ดนะ ผมจัดการตรงนี้ก่อน หล่อนได้แต่หันหลังกลับมา ทหารหนุ่มสองคนนั้นหายไปแล้ว
**
หล่อนยืนหันรีหันขวางอยู่ตรงกลางอย่างนั้น ผ้าขนหนูสองผืนที่เปียกชื้นยังคาอยู่ในมือ เสียงปืนดังรัวเป็นชุด เสียงรถหวอดังลั่น ร่างคนเจ็บถูกหามออกมาคนแล้วคนเล่า เสียงคนตะโกนให้หมอบ “มันใช้กระสุนจริง” หล่อนก้มลงหมอบช้าๆ ขายังไม่ขยับไปที่อื่น เห็นกระสุนปืนนัดหนึ่งไปกระทบอนุสาวรีย์เกิดประกายไฟแลบ เสียงปืนไม่ยอมหยุด หล่อนก็ไม่ยอมไปไหน หล่อนไม่รู้จะอยู่ทำไม หล่อนไม่ได้ช่วยอะไรเขาได้ แต่หล่อนหนีไม่ได้ มวลชนคือมวลชน อยู่ยืนปะปนอย่างนั้นจนกว่าทุกคนจะหายไป
**
หล่อนนึกถึงเมื่อคราวพฤษภาที่หล่อนยังเป็นนักศึกษา ในวงประชุมอันเคร่งเครียด รุ่นพี่คนหนึ่งบอกว่าอดีตผู้นำนักศึกษารุ่นใหญ่คนหนึ่งฝากมาบอกว่าอย่าเคลื่อนต่อเลย เรารับผิดชอบชีวิตประชาชนไม่ได้ หล่อนฟังแล้วตอบกลับไปด้วยใจซื่อว่าพูดแบบนั้นไม่ได้ ประชาชนตัดสินใจด้วยตัวเอง ไม่ใช่เราตัดสินใจให้ เราไม่ได้เป็นอะไรยิ่งใหญ่ขนาดนั้น การอ้างว่าเราเป็นผู้รับผิดชอบการตัดสินใจของพวกเขา ก็เท่ากับเราสำคัญตนพร้อมๆ กับดูเบาว่าพวกเขาไม่ได้ตัดสินใจด้วยตัวเอง แต่ภายหลังเหตุการณ์เมื่อเกิดความสูญเสียแล้วหล่อนไม่รู้จะอธิบายตัวเองอย่างไร มวลชนตัดสินใจเองเหมือนที่หล่อนก็ตัดสินใจเอง แล้วทำไมพวกเขาตาย
**
แต่ในวันนี้ หล่อนไม่ใช่ผู้ปฏิบัติงานในขบวนนำ หล่อนเป็นมวลชน หล่อนเป็นคนที่ถูกชวนออกมา และตัดสินใจแล้วว่าจะมา จะเป็นตายอย่างไรไม่มีใครต้องรับผิดชอบการตัดสินใจแทนหล่อน หล่อนยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางเสียงกระสุน ระเบิด รถพยาบาล ที่อึงมี่ตั้งแต่ที่สี่แยกคอกวัว ที่หล่อนจงใจหันหลังให้อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา และบัดนี้ก็มายืนเผชิญหน้ากับอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย หล่อนยืนอยู่ท่ามกลางสิ่งเหล่านี้ในฐานะมวลชน โอกาสเจ็บและตายเท่ากันกับทุกคน หล่อนรู้ว่าคราวนี้หล่อนจะไม่ต้องอยู่กับฝันร้ายเหมือนเมื่อหลังพฤษภา หล่อนจะไม่ให้ใครไล่ล่าตามหลังได้ เพราะหล่อนจะไม่วิ่ง หล่อนจะเผชิญหน้าและพร้อมรับ หล่อนไม่ได้จะมาเพื่อ “ตายเพื่อประชาธิปไตย” ปัญญาชน “ฉลาด” เกินกว่าที่จะทำอะไรที่สูญเปล่าอย่างนั้น แต่หล่อนจะมาเคียงบ่าเคียงไหล่กับคนเหล่านี้ที่ยังเชื่ออย่างนั้นไม่ว่าเขาจะถูกมองว่าโง่ (และโง่ซ้ำซาก) อย่างไร และรับความเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายนั้นเท่าๆ กัน ไม่ว่ามันจะเป็นการตายอย่างที่พวกเขาเรียกว่าวีระอาจหาญ หรือตายเพราะความเฟอะฟะที่ปล่อยให้ตัวเองถูกอัดอยู่ตรงกลางระหว่างโล่สองอัน หล่อนเพียงต้องการยกระดับตัวเองจากความเป็นปัญญาชนนั้นไปสู่ความเป็นมวลชน มวลชนเหล่านี้ที่ไม่มีอะไรเหมือนกับหล่อนทั้งรสนิยมและอุดมการณ์ เป็นประชาชนที่ไม่แยกระหว่างนามธรรมอย่างประชาธิปไตยกับผลประโยชน์อันจะทำให้ชีวิตพวกเขาลืมตาอ้าปากได้ พวกเขาไม่ได้มาต่อสู้เพื่อระบอบการปกครองที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างยิ่งใหญ่ พวกเขาเจียมตัวเกินไป พวกเขาเพียงเรียกร้องให้ระบอบการปกครองนั้นมันได้รับใช้เขาบ้าง และหากการเรียกร้องจากเรื่องปากท้องของพวกเขา จะส่งผลต่อเนื่องไปสั่นสะเทือนอำนาจใหญ่ที่ฉกฉวยและบงการอยู่หลังฉากนองเลือดในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาอย่างไร พวกเขาก็ไม่ได้รู้หรอกว่าชีวิตและเลือดเนื้อของพวกเขาอาจจะกำลังพลอยแบกรับประวัติศาสตร์ที่เหล่า “พลังบริสุทธิ์ี” พากันหลงลืมละทิ้งไปเสียอีกด้วย
**
เสียงแกนนำบนเวทีประกาศขอร้องให้ทหารหยุดยิง และเรียกให้ประชาชนถอยออกมาจากแนวปะทะซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่อย่างนั้น แต่เสียงปืนก็ยังดังสนั่นต่ออีกนาน หล่อนไม่กล้านับจำนวนคนที่ถูกหามออกมา อีกเนิ่นนานให้หลัง เมื่อเสียงปืนสงบลง เพื่อนที่เฝ้าตามหาตัวหล่อนพาหล่อนเดินไปนั่งพักแถวใกล้ๆ เวที คนยังเนืองแน่นอยู่ตรงนั้น รอฟังว่าจะทำอย่างไรกันต่อไป แล้วบนเวทีก็เริ่มประกาศรายชื่อผู้เสียชีวิต หล่อนวางผ้าขนหนูเปียกชื้นสองผืนนั้นลง ยกมือขึ้นปิดหน้า มันบัดซบนักประเทศนี้ ที่ผู้มีอำนาจพิสูจน์ความศักดิ์สิทธิ์แห่งอิทธิฤทธิ์บารมีด้วยชีวิตเลือดเนื้อและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชนและพลทหาร และเชื่อเถอะ เขาก็จะยังได้รับความสนับสนุนและเห็นใจจากบรรดา “คนดีมีศีลธรรม” ทั้งหลายต่อไป รายชื่อคนตายยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หล่อนรู้สึกแสบตาขึ้นมากะทันหัน กลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล แล้วหล่อนก็นึกได้ว่าคงเพราะผ้าชุบน้ำที่หล่อนเช็ดหัวเช็ดหน้าให้ทหารนั้น ได้เช็ดเอาแก๊สน้ำตาที่ติดอยู่กับผมและใบหน้าของเขามาด้วย เมื่อหล่อนยกมือขึ้นปิดหน้า แก๊สน้ำตาที่ติดมากับมือจึงออกฤทธิ์
**
เช้าวันรุ่งขึ้น หล่อนตื่นขึ้นมาด้วยความอ่อนเปลี้ยและจิตใจที่กังวลเหมือนทุกเช้าที่ผ่านมา ที่ต้องคอยแหวกหาช่องทางฟังคลื่นถ่ายทอดการชุมนุมทางอินเตอร์เน็ต ว่าเช้านี้พวกเขายังอยู่ดีกันหรือไม่ หล่อนละอายที่หล่อนไม่เคยทำได้ขนาดพวกเขาจำนวนมากที่อยู่เฝ้า ณ ที่ชุมนุมแห่งนั้นข้ามคืนข้ามวัน หล่อนกลับมาอยู่ในพื้นที่อันปลอดภัยของตัวเองได้เสมอ หล่อนมองไปที่กองกระเป๋าข้าวของที่ระกะอยู่ตั้งแต่เมื่อคืน เดินไปหยิบผ้าขนหนูสองผืนนั้น หล่อนควรจะทำอย่างไรกับมัน สันดาน “กระฎุมพี” อย่างหล่อนที่ถูกอบรมสั่งสอนมา ทำให้หล่อนไม่อยากนำผ้าที่เปรอะเปื้อนนั้นกลับมาใช้อีกแม้สำนึกอีกด้านจะบอกว่าเพียงแต่นำมาซักให้สะอาดก็จะยังใช้ได้ หล่อนตัดสินใจจะทิ้งมันไป แต่ก่อนจะทิ้ง หล่อนหยิบมันไปที่อ่าง เปิดน้ำไหลผ่านชะล้างคราบแก๊สน้ำตานั่นให้เกลี้ยงและจะซักตากให้สะอาดก่อนเก็บทิ้งลงถัง ใครจะรู้ อาจมีคนเก็บขยะหรือคนจนๆ ที่ไหนที่มาคุ้ยกองขยะแล้วพบผ้าสองผืนนี้ และอาจจะอยากนำไปใช้ต่อไป
**
หล่อนไม่อยากให้เขาหรือเธอต้องน้ำตาไหลเพราะของใช้แล้วทิ้งจากมวลปัญญาชน
********