“อ่าน” ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 มกราคม-มีนาคม 2554

มันจึ่งเจียมตัวมัน ต่ำต้อย

ไอดา | DEAR READer

ข้าพเจ้าเป็นผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พุทธศักราช ๒๕๕๐
และมีคำรับรองท้ายแบบจดแจ้งการพิมพ์นี้

บรรทัดถัดจากนั้น เป็นช่องว่างที่ขีดเส้นใต้ไว้ให้ลงชื่อ ตามด้วยคำระบุสถานะของผู้ลงชื่อที่บัดนี้มีสรรพนามว่า
“ผู้จดแจ้ง”
*
ด้วยอาการย้ำคิดย้ำทำ ก่อนจะตวัดลายเซ็นลงไป ผู้จดแจ้งอดไม่ได้ที่จะพลิกไปอ่านกติกาอีกครั้งให้แน่ใจใน “คุณสมบัติ” และ “ลักษณะต้องห้าม” ที่ว่านั้น ข้อแรก เรื่องอายุ โอเค เกินเกณฑ์ขั้นต่ำมาเหลือเฟือ ข้อสอง มีถิ่นที่อยู่ประจำในราชอาณาจักร นี่ก็โอเค เป็นอันว่าสอบผ่านในแง่สมบัติอันเป็นคุณ (?) แต่ข้อสามนี่สิ “ไม่เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ” ช่างเป็นคำระบุลักษณะต้องห้ามที่ชวนให้ลำบากใจเหลือเกินสำหรับคนที่รู้จักเจียมกะลาหัวเสมอมาอย่างผู้จดแจ้ง แค่ไหนคือ “สามารถ” และแค่ไหนคือ “ไร้” และจะให้วัดจากอะไร สำรวจดูใน “เอกสารหลักฐานที่ใช้ประกอบการขอจดแจ้ง” ก็ไม่เห็นมีอะไรที่จะช่วยชี้ขอบเขตหรือรูปธรรมของลักษณะต้องห้าม
ข้อนี้ได้นอกจากใบรับรองแพทย์ ที่ทำให้ผู้จดแจ้งต้องถ่อไปรอคิวพบหมอและจ่ายค่าใบรับรองมาอีกร้อยบาทอย่าง
งงๆ ว่าโรคภัยหรือความพิกลพิการประการใดหรือที่จะเข้าข่ายลักษณะต้องห้ามมิให้เป็นคนทำหนังสือ ส่วนข้อสุดท้ายที่ห้ามไว้ว่า ไม่เคยต้องโทษตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกฯ นั้น ผู้จดแจ้งได้แต่คิดเข้าข้างตัวเองไปว่า
คำว่า “เคย” ที่ระบุในลักษณะต้องห้ามนั้น คือหลักฐานว่านี่มิใช่รูปประโยคแบบ future tense
*
เจ้าหน้าที่สาวคนนั้นค่อยๆ ไล่ตรวจเอกสารไปตามลำดับ ผู้จดแจ้งประทับใจเธอเป็นที่สุดตลอดช่วงการผจญภัยในโลกของการจดแจ้งนี้ ตั้งแต่ในรอบแรกที่ผู้จดแจ้งกระหืดกระหอบขึ้นบันไดไปยังแผนกของเธอที่ชั้นสามเอาเมื่อเวลาพักเที่ยง(เสียฉิบ) เธอก้มมองกระเป๋าข้าวของของผู้จดแจ้งแล้วก็เสนอให้ฝากสัมภาระไว้เสียที่นี่ก่อนก็ได้ แล้วอีกหนึ่งชั่วโมงค่อยกลับมาใหม่ พอถึงเวลาบ่ายโมง ขณะที่ผู้จดแจ้งกำลังจะก้าวเท้าขึ้นบันได เธอก็ส่งเสียงเรียกมาว่า “พี่คะ มาขึ้นลิฟท์ด้วยกันก็ได้” เธอดูมีน้ำใจ ใส่ใจ และเมื่อนั่งโต๊ะรับเอกสาร เธอก็เข้มงวดตามระเบียบนั้นโดย
ไม่ต้องใช้น้ำเสียงคุกคาม และใจเย็นพอที่จะพยายามหาคำอธิบายให้กับระเบียบที่เหลือจะอธิบาย ผู้จดแจ้งถึงกับอึ้งเมื่อพบว่าแบบฟอร์มที่อุตส่าห์กรอกตัวบรรจงอย่างคนที่มั่นใจในลายมือเสมียนชั้นดีของตัวเองนั้น ใช้ไม่ได้
“ต้องพิมพ์ลงแบบฟอร์มมาด้วยคอมพิวเตอร์เท่านั้นค่ะ” ผู้จดแจ้งอุทธรณ์ว่าไม่เห็นในระเบียบบอกไว้ เธอทำสีหน้าลำบากใจที่จะตัดสินว่าเป็นความผิดใคร “เดี๋ยวหนูพิมพ์ใหม่ให้พี่ตรงนี้เลยก็แล้วกัน” ก่อนหน้านั้นเราก็เพิ่งจะลำบากใจกันในข้อที่ว่า รูปถ่ายขนาดสองนิ้วที่ผู้จดแจ้งติดลงบนแบบฟอร์มนั้นเป็นรูปขาวดำ “พี่ไม่มีรูปสีเหรอคะ” “ไม่มีค่ะ
นี่เพิ่งไปถ่ายมาให้หมาดๆ จ่ายไปอีกสองร้อยกว่าบาทเลยนะคะ” “แต่มันเป็นขาวดำ” “แล้วทำไมต้องเป็นสีเหรอคะ” เธอลำบากใจจนต้องไปถามหญิงสูงวัยกว่าอีกคนที่ดูจะเป็นหัวหน้า “ไม่มีรูปสีเหรอคะ” ผู้หญิงคนนั้นถามอีก คราวนี้
ผู้จดแจ้งรีบดักทางอย่างนิ่มๆ “ไม่เห็นในระเบียบกำหนดไว้นี่คะ” ผู้จดแจ้งเข้าใจลำบากจริงๆ ว่ารูปสีติดบัตรที่มี
ฉากหลังหลอนๆ สีฟ้า มันจะดู “เหมือนจริง” กว่ารูปขาวดำกันซักขนาดไหน “ก็จริง…แต่สมัยนี้เขาใช้รูปสีกัน” คราวนี้ผู้จดแจ้งทั้งขำทั้งอาย ช่างตกสมัย เชยกว่ามาตรฐานหอสมุดแห่งชาติเสียอีก ไม่มีใครเขาใช้รูปขาวดำและลายมือ
คัดตัวบรรจงในการกรอกเอกสารราชการกันแล้วหรือนี่
*
แต่น้ำใจของเจ้าหน้าที่สาวก็ไม่อาจอนุโลมแก่ผู้จดแจ้งได้เมื่อมาถึงปัญหาที่ใหญ่กว่านั้น
*
แม้ในรายการเอกสารที่ใช้ประกอบการขอจดแจ้งการพิมพ์จะไม่ได้ระบุไว้ แต่เจ้าหน้าที่ยืนยันว่า นอกเหนือจากหนังสืออนุญาตจากเจ้าของสถานที่อันเป็นที่ตั้งสำนักงาน, สำเนาโฉนดที่ดิน และสำเนาบัตรประชาชนของเจ้าของที่ดินแล้ว ผู้จดแจ้งต้องไปขอสำเนาทะเบียนบ้านของเจ้าของที่ดินมาเพิ่มด้วยอีกโสดหนึ่ง ส่วนภาพถ่ายสถานที่ตั้งสำนักงานที่ผู้จดแจ้งยื่นมาแล้วสองภาพนั้น ก็ยังไม่พอ ต้องไปถ่ายป้ายเลขที่บ้านและถ่ายภาพภายในสำนักงาน
มาเพิ่มด้วย ผู้จดแจ้งกลั้นใจรีบรุดกลับไปจัดการมาให้ใหม่อีกรอบ และเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่ต้องจ่ายค่ารถไปกลับเพิ่มขึ้นอีก ผู้จดแจ้งจึงจัดแจงถ่ายรูปเสียทุกมุมทุกห้องของสำนักงานเล็กๆ แห่งนั้น ขาดก็แต่ห้องน้ำที่ประตูสีถลอก
ยังไม่ได้ซ่อม และมุมครัวที่มืดหม่นเกินไป (ป่านนี้ก็ยังไม่ได้เปลี่ยนหลอดไฟที่ขาด…) มันก็มีเขินมีอายกันมั่งละ
ถ้าจะต้องประเจิดประเจ้อขนาดนั้น
*
ประสาคนที่ระมัดระวังในการจ่ายต้นทุนทุกอย่างที่มีอยู่จำกัดจำเขี่ย ผู้จดแจ้งพยายามหาคำอธิบายให้กับค่าโสหุ้ยของความยุ่งยากเหล่านี้ว่า เป็นธรรมดาอยู่เองที่หลวงท่านคงต้องการให้แน่ใจว่า หากผู้จดแจ้งไปกระทำการล่วงล้ำก้ำเกินต่อท่านเมื่อใด ท่านจะได้มีข้อมูลไว้ว่าฐานที่มั่นและทางหนีทีไล่ของผู้จดแจ้งนั้นเป็นประการใด จะสืบสาว
ราวเรื่องไปยังผู้ให้ที่พักพิงอย่างไรได้บ้าง ว่าแล้วผู้จดแจ้งก็ให้ความร่วมมือต่อเจตนารมย์ที่ซ่อนอยู่หลังฉากของ
กฎระเบียบต่างๆ ของบ้านเมืองนี้อย่างเต็มใจและโดยไม่ชักช้า
*
หนึ่งเดือนผ่านไป เมื่อในที่สุดคำขอจดแจ้งก็ได้รับการอนุมัติ ผู้จดแจ้งจึงรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจยิ่งนัก ไม่ว่าสุดท้ายแล้วหลวงท่านจะไปตรวจสอบอีท่าไหนว่าผู้จดแจ้ง “ไร้ความสามารถ” หรือไม่ แต่ตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนนับจากวันที่ยื่นแบบฟอร์มไปนั้น ทั้งหน่วยงานทะเบียนราษฎร์และสันติบาล ได้พากันตรวจสอบประวัติของผู้จดแจ้งและบรรดาเจ้าของที่ตั้งสำนักงาน เจ้าของโรงพิมพ์ ที่ผู้จดแจ้งยื่นเอกสารหลักฐานของพวกเขาไปพร้อมกันทั้งหมดนั้นแล้ว
รูปถ่ายสำนักงานในมุมต่างๆ ก็ถูกตรวจสอบหมดสิ้นแล้ว ประเทศนี้ได้รู้ทุกอย่างที่อยากจะรู้เกี่ยวกับกำพืดและตำแหน่งแห่งที่ของผู้จดแจ้งอย่างชัดเจนและแน่นหนาดีแล้ว วันไหนจะบุกจะยึดจะค้นจะจับก็สามารถทำได้สบาย
เห็นไหม ผู้จดแจ้งว่านอนสอนง่ายออกจะตายไป
*
แรกเริ่มนั้น ผู้จดแจ้งไม่เคยนึกว่าจะต้องมาทำอะไรแบบนี้ จนกระทั่งเมื่อวารสารข้างบ้านอย่าง ฟ้าเดียวกัน จู่ๆ ก็
โดนข้อหาว่าเป็นวารสารเถื่อนเพราะไม่ได้จดแจ้งตาม พ.ร.บ. การพิมพ์หลังรัฐประหารอันศักดิ์สิทธิ์ฉบับนั้น ที่ดันมาสำแดงผลย้อนหลังแบบเลือกปฏิบัติ แม้จะแอบอิจฉาอยู่บ้างเมื่อเห็นว่าทันทีที่ผู้อำนวยการหอสมุดแห่งชาติไป
แจ้งความครึกโครม ฟ้าเดียวกัน ก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า จนสื่อมวลชนพาดหัวถึงอาการหัวเราะร่าของบรรณาธิการที่ออกมาขอบคุณ ผอ. หอสมุดฯ ที่ช่วยประชาสัมพันธ์ให้ แต่ผู้จดแจ้งก็หน้าบางเกินไป จะให้มาตอบโต้กันกลางตลาดแบบนั้นก็เหลือวิสัย เพราะถึงแม้โดยรายได้และสิทธิทางการเมืองจะทำให้ต้องสังกัดชนชั้นไพร่ แต่ถ้าว่ากันในทาง
จริตจะก้านและรสนิยมแล้ว ใครๆ เขาก็เม้าท์กันอยู่ทั่วไปว่าวารสาร อ่าน ผู้ดีหัวสูงขนาดไหน
*
แต่ที่สำคัญกว่าก็คือ ผู้จดแจ้งนั้นถือดีอยู่ว่า หากจะต้องถูกแจ้งความกล่าวหาประการใด ก็ขอให้ผู้ประสงค์จะ
แจ้งความนั้นว่ากันในทางเนื้อหาเถิด อย่าถึงกับต้องมาเลิกผ้าคว้าหาอะไรใต้โต๊ะใต้เตียงมาขู่กันเลย จะเล่นงานกันทั้งทีแล้วมาเล่นเรื่องเทคนิคนี่มันดูถูกกันเกินไปจริงๆ และที่สำคัญคือ ถ้าจะต้องถูกกล่าวหาทั้งที ก็ขอให้เป็นบรรดาหน่วยงานที่หมกมุ่นกับเรื่องอะไรแมนๆ ประเภทความมั่นคงของชาติเป็นคนออกโรงเองเถอะ อะไรก็ไม่เจ็บใจเท่าการถูกหน่วยงานที่ควรจะหมกมุ่นกับเสรีภาพในการคิด การเขียน การส่งเสริมและปกปักรักษาผลผลิตทางปัญญา อย่างหอสมุดแห่งชาติ มาออกหน้าชี้นิ้วกราดใส่คนทำหนังสือเสียเอง
*
แต่ ณ นาทีนี้ ไม่มีข้อหาใดน่าหวาดกลัวปางตายเท่ากับข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอีกแล้ว ความน่าหวาดกลัวนั้นมิใช่เพียงอยู่ที่โทษทัณฑ์ของการจำคุกอันยาวนานชนิดขายหน้าประชาคมโลก แต่ยังอยู่ที่ความไร้ขื่อแปของการบังคับใช้กฎหมายด้วย เราล้วนอยู่ในบรรยากาศที่ไม่มีใครรู้ว่าจะโดนข้อหานี้เมื่อไหร่-ก็ได้ โดนจากอะไร-ก็ได้ จะโดนแจ้งความหรือโดนหมายเรียก หรือจู่ๆ ก็โดนลัดขั้นตอนไปเป็นหมายจับ-ก็ได้ จะถูกปฏิเสธสิทธิในการประกันตัวราวกับเป็นฆาตกรต่อเนื่อง-ก็ได้ จะถูกริบ ถูกยึด ถูกค้นอะไร-ก็ได้ เข้าคุกแล้วจะถูกผู้คุมหรือผู้อำนวยการเรือนจำทรมานต่อด้วยการตั้งกฎเกณฑ์พิเศษหรือจัดเงื่อนไขแวดล้อมให้ลดทอนสิทธิตามกฎหมายและสิทธิความเป็นคนของผู้ต้องขังอย่างไร-ก็ได้ ฯลฯ
*
ความคิดเห็นใดๆ ที่หลุดออกมาเป็นถ้อยคำ ไม่ว่าจะผ่านการพูดหรือการเขียน ไม่ว่าจะเป็นคำปราศรัย การอภิปรายทางวิชาการ บทความ หรือกระทั่งตัวอักษรไม่กี่บรรทัดในโลกเสมือน ล้วนสามารถนำไปสู่โทษทัณฑ์ที่หนักหนาสากรรจ์ยิ่งกว่าฆาตกรสังหารหมู่คนใดๆ ในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของชาติไทยจะเคยได้รับมาทั้งสิ้น
*
ยอมรับความจริงเสียเถิดว่า ประเทศนี้ไม่อารยะพอที่จะอนุญาตให้มีวัฒนธรรมการวิจารณ์อย่างแท้จริง ศิลปะของการประคองตัวให้แคล้วคลาดจากคำครหาประดามี คือการต้องรู้จักในสิ่งที่เรียกกันว่าที่ต่ำที่สูง รู้จักวางตัวให้สมแก่ฐานานุรูป
*
ใช่แต่เพียงเท่านั้น ภาษาและโวหารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอุปมา อุปลักษณ์ สัมพจนัย สาธก หรือกระทั่งคำง่ายๆ ก็ยังถูกพรากไปจากโลกของการสื่อสารด้วย นี่น่าจะเป็นความอัปยศที่สุดสำหรับผู้ที่รักในศิลปะของการใช้โวหาร กวี และการสื่อความหมายที่หลากหลาย ตอนนี้แค่จะเรียกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบางประเภทที่ใช้ชีวิตอยู่ในน้ำและพ่นน้ำได้ด้วยนั้น ผู้จดแจ้งก็ไม่อาจแน่ใจได้เลยว่าจะไม่โดนกล่าวหาอะไรขึ้นมาอีก หรือหากวันใดอยากจะพรรณนาถึงอารมณ์บางอย่างผ่านสีของท้องนภา ก็ต้องแน่ใจว่าเป็น “ท้องนภา” เท่านั้น (at least, for now) หากใช้คำที่ง่ายกว่านั้นก็จะสุ่มเสี่ยงเกินไป ส่วนคำเรียกสัตว์เลื้อยคลานบางประเภทนั้น แต่ไหนแต่ไรบุพการีของผู้จดแจ้งก็ไม่เคยอนุญาตให้ใช้ ทว่าก็เพียงด้วยเหตุผลว่าฟังดูหยาบคาย มิใช่เพราะจะโดนกฎหมายหมิ่น!
*
ด้วยเหตุนี้ หลังจากประเมินสถานการณ์เป็นอย่างดีแล้ว ผู้จดแจ้งจึงตั้งใจมั่นที่จะแคล้วคลาดจากความผิดพลาด
มโนสาเร่ใดๆ อันอาจนำไปสู่โทษภัยที่ไม่สมน้ำสมเนื้อและไม่สมศักดิ์ศรีต่อกันเหล่านั้นได้
*
ความกลัวเหล่านี้เกิดขึ้นได้ก็เพราะผู้จดแจ้งสำเหนียกว่า การได้รับสิทธิตามกฎหมายในการกระทำการใดๆ หรือในการยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเองในประเทศนี้นั้น เป็นความฟุ่มเฟือยที่เข้าขั้นอภิสิทธิ์ อย่างไรก็ดี หากปะเหมาะเคราะห์ร้ายโดนกล่าวโทษขึ้นมาวันใด ก็ขอให้หลวงท่านได้รับทราบไว้ว่าผู้จดแจ้งยินดีให้ความร่วมมือ ไม่ต้องบุ่มบ่ามออกหมายจับหรือรวบตัวให้เป็นที่เอิกเกริก หรือสืบเสาะคุกคามในทางรโหฐาน แน่นอน ผู้จดแจ้งกลัวความยากลำบาก แต่ผู้จดแจ้งกลัวความลำบากที่ปราศจากการให้เกียรติต่อกันเสียยิ่งกว่า
*
เอมิลี ดิคกินสัน กวีหญิงคนหนึ่งที่ผู้จดแจ้งประทับใจ เคยเขียนบทกวีว่าด้วยบางสิ่งอันไม่อาจหลีกเลี่ยงไว้ว่า

While I was fearing it, it came // But came with less of fear,
Because that fearing it so long // Had almost made it dear.

ผู้จดแจ้งคิดปลงเอาเองว่า บางทีเมื่อถึงจุดที่สิ่งที่เรากลัวเสมอมานั้นมาถึงจริงๆ เราก็คล้ายจะกลับรู้สึกกลัวน้อยลง เมื่อกลัวมามาก กลัวมานานเกินไป เราก็คล้ายจะคุ้นเคยกับความกลัวนั้น และอาจถึงขั้นกลายเป็นความน่าพิสมัยไปเสียได้ กลัวจนอยู่กับความกลัวนั้นได้ หรือไม่เช่นนั้นก็กลัวจนไม่กลัวอีกต่อไป กลัวจนไม่อาจถูกทำให้เจ็บปวดด้วยความกลัวนั้นได้อีกแล้ว
*
ในวันที่ไปรับใบอนุญาตจดแจ้งการพิมพ์ ผู้จดแจ้งยังจำได้ถึงความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดเมื่อเดินเข้าหอสมุดแห่งชาติ อาจเป็นเพราะความเก่าแก่ กลิ่นอายของความเชยบางอย่างที่ยังคงอยู่ไม่ว่าเขาจะพยายามปรับปรุงสถานที่อย่างไร และความอบอุ่นเมื่อได้เห็นหนังสือที่มีอยู่มากมายแม้จะไม่เคยมีระบบที่จะทำให้วางใจได้ว่าจะมีในสิ่งที่ควรมี เจ้าหน้าที่ของที่นั่นยังคงให้บริการด้วยท่าทีอย่างบ้านๆ อย่างคนเฝ้าชั้นหนังสือและไม่มีอะไรมากกว่านั้น ตู้หนังสือรุ่นเก่าที่ยังทำด้วยไม้จริง อาคารที่ออกแบบไว้ให้มีเพดานสูงโล่งและโถงทางเดินที่ตรงไปตรงมาไม่ซับซ้อน อาจเป็นเพราะเราเคยอยู่กับอะไรแบบนี้กันมานาน เมื่อนานแสนนานมาแล้ว
*
สภาพแวดล้อมในการทำงานของผู้คนที่นั่นก็ยังเข้าขั้นราชการคลาสสิค เจ้าหน้าที่ชั้นสามบอกให้ผู้จดแจ้งถือเอกสารการจ่ายเงินเดินกลับลงมาที่แผนกการเงินชั้นล่างเสียก่อน เมื่อจ่ายเงินแล้วจึงค่อยถือใบเสร็จกลับขึ้นไปรับใบอนุญาตได้ เมื่อผู้จดแจ้งผลักประตูกรอบไม้บานกระจกทรงสูงบานใหญ่เข้าไปในห้องแผนกการเงิน ก็เห็นโต๊ะเก้าอี้ที่ทำจากไม้เป็นส่วนใหญ่ตั้่งเรียงราย ให้ความรู้สึกคุ้นเคยเหมือนเดินเข้าไปในห้องพักครูตอนสมัยเป็นเด็กประถม เจ้าหน้าที่ชี้ให้ผู้จดแจ้งไปนั่งรอที่โต๊ะทำงานของเธอ ก่อนที่เธอจะตามมานั่งฝั่งตรงกันข้าม เธอเลื่อนกองมะม่วง (ที่เห็นได้ชัดว่ากำลังกินค้างอยู่) ที่วางอยู่กลางโต๊ะทำงานออกไปด้านข้าง แล้วหยิบสมุดใบเสร็จเสียบกระดาษคาร์บอนมาวาง ระหว่างรอเธอกรอกรายละเอียดในใบเสร็จด้วยลายมืออ่านง่ายเหมือนครูภาษาไทย ผู้จดแจ้งแหงนมองเพดาน
สูงโปร่ง แล้วกวาดตาไปรอบๆ ห้องอันแสนกว้างขวางที่ไม่สว่างจ้าขาวจัดเกินไปห้องนั้น เมื่อมองตรงไปยังผนัง
ด้านหลังของเธอที่อยู่ไกลออกไป ผู้จดแจ้งเห็นตู้เหล็กเก่าๆ สีเทาที่มีเสื้อของใครซักคนแขวนไว้ บนโต๊ะหน้าตู้
มีแป้งเด็กสีชมพูกระป๋องใหญ่วางเด่น และกระป๋องแป้งนั้นก็อยู่ในตำแหน่งเบื้องหน้าของปฏิทินที่แขวนอยู่เยื้องๆ กัน เป็นปฏิทินแขวนทั่วไปแบบที่ท่อนบนเป็นภาพที่พิมพ์อยู่บนกระดาษแข็ง ท่อนล่างเป็นตัวเลขวันที่บนหน้ากระดาษบางๆ หลายแผ่นซ้อนกันเรียงไปตามลำดับของเดือน ปฏิทินที่ว่านั้นแขวนซ้อนทับอยู่บนปฏฺิทินอีกอันที่ใหญ่กว่า
ดูคล้ายๆ ว่าจะเป็นการแขวนปฏิทินใหม่ทับไปบนปฏิทินของปีเก่า
*
ผู้จดแจ้งก็เติบโตมากับอะไรแบบนี้ ไม้ที่ยังเป็นไม้จริงๆ กระป๋องแป้งซึ่งวางอยู่ไม่เป็นที่ในบ้านที่ผู้เป็นแม่หัวปั่นกับการดูแลลูกๆ อาหารที่ไม่จำเป็นต้องอยู่บนโต๊ะอาหาร แต่แวบหนึ่งผู้จดแจ้งก็อดคิดไม่ได้ว่าทำไมปฏิทินจึงถูกนำไปแขวนซ้อนให้เหลื่อมระกะกันอยู่อย่างนั้นแทนที่จะเก็บปฏิทินเก่าทิ้งไปเสียก่อน บางทีคนในห้องนั้นอาจจะงานยุ่ง
จนลืมคิด
*
แต่เมื่อเหลือบมองไปยังภาพท่อนบนของปฏิทินนั้นอีกครั้ง ความเป็นไปได้อีกอย่างหนึ่งก็ทำให้ผู้จดแจ้งเลิกคิดในทางจุ้นจ้าน บางทีมันอาจไม่ใช่อะไรนอกจากความยำเกรงเกินกว่าจะทิ้ง เมื่อกระดาษแผ่นหนึ่งมิใช่เป็นเพียงกระดาษ
แผ่นหนึ่งอีกต่อไป
*
และสาบานได้ ผู้จดแจ้งไม่คิดจะเอ่ยถามหรือแนะนำในทางใด ผู้จดแจ้งเพียงแต่ส่งยิ้มพร้อมเงินค่าจดแจ้งห้าพัน
บาท (!) และกล่าวขอบคุณต่อเจ้าหน้าที่ผู้อารีท่านนั้นเมื่อเธอยื่นใบเสร็จให้ เรื่องแบบนี้มีแต่ต้องพยายามฝึกไว้ ฝึกที่จะกลัว ที่จะเจียมเนื้อเจียมตัว ที่จะไม่ทะเล่อทะล่าคิดตั้งคำถาม แม้ในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ใด
*
ก็อย่างที่กวีดิคกินสันว่าไว้ในท่อนจบของบทกวีชิ้นเดิมนั้น

The trying on the utmost, // The morning it is new,
Is terribler than wearing it // A whole existence through.

ให้มันชาชินเข้าไว้ เมื่อถึงเวลานั้นเมื่อไหร่ ก็ไม่มีอะไรจะต้องกลัวอีกแล้ว
****