“อ่าน” ปีที่ 4 ฉบับที่ 1 เมษายน – มิถุนายน 2555

คดีความหลัง

ไอดา | DEAR READer

สำหรับบางคน การหายใจในช่วงเวลาฟ้าครึ้มก่อนฝนไม่ใช่เรื่องง่าย ลมลอดเข้าออกอ่อนแรง ห้วงเสียงที่เปล่งจากปากเริ่มขาดแห้ง ยิ่งฝืนพูดยิ่งฝืดแล้ง เหมือนถูกบีบถูกกดจนสิ้นเรี่ยวแรงและปากเสียงใด กว่าจะรู้ตัวอีกที น้ำหนักโน้มหน่วงที่หัวคิ้วและเปลือกตาก็กดทับเกินทนไหว ก่อนจะถูกน็อคผล็อยลงไปยังทันได้เหลือบมองผ่านม่านลูกไม้
ไปเห็นตัวการคือผืนฟ้าอันเงื้อมทะมึนนั้น “เอาอีกแล้วนะมึง”

แต่ท้องฟ้าที่สำนักงานศาลและกระทรวงยุติธรรมนั้นต่างไป มันเป็นท้องฟ้าที่ปรากฏผ่านโครงครอบสีขาวขุ่นภายในอาคารที่ตั้งชื่อยืดยาวตามประสาชื่ออาคารช่างประจบว่า “ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐” (ชื่อภาษาอังกฤษ : The Government Complex Commemorating His Majesty The King’s Birthday Anniversary, 5th December, B.E. 2550 [2007] !!!) เมื่อวันหนึ่งทะเล่อทะล่าลัดเลาะไปตามทางเดินแคบๆ ผ่านประตูเล็กๆ เข้าไป จู่ๆ ก็ผลุบไปอยู่ในลานโล่งขนาดใหญ่อลังการ แสงประหลาดจากฟ้าที่ส่องลงมาผ่านเพดานขาวขุ่นนั้นยิ่งทำให้ทุกอย่างดูน่าอัศจรรย์ใจ มันเป็นแสงที่ไม่จัดจ้าแต่ก็สว่างพอที่จะไม่ต้องอาศัยดวงไฟ ทุกสิ่งทุกอย่างแลดูขาว แต่ก็เป็นความขาวอย่างรำไร จะว่าเหมือนเป็นแดดที่อยู่ใต้ร่มก็ไม่เชิง จะว่าครึ้มฟ้าก่อนฝนก็ไม่ใช่ เงยขึ้นมองผนังตึกที่ล้อมอยู่แต่ละด้านก็ตระหง่านด้วยป้ายตราสัญลักษณ์หน่วยงานศักดิ์สิทธิ์เกรียงไกร ความวาววับของพื้นและผนังท่ามกลางแสงขาวหม่นมหัศจรรย์ ทำให้เนื้อตัวเสื้อผ้าของผู้มีอาการป่วยด้วยโรคแพ้ภาวะครึ้มฟ้าครึ้มฝนนั้นแลดูหมองมอลงทันใด อย่างไรก็ดี เมื่อสำรวจลมหายใจแล้วพบว่าไม่เป็นไร ก็เข้าใจว่าคงจะเป็นแค่ฟ้าครึ้มฝนเทียม

น้องสาวคนนั้นมาถึงตามเวลานัดหมาย ผู้หญิงธรรมดาที่สามีเพิ่งตายอย่างเดียวดายในคุก เรานัดกันว่าจะนั่งรถไปเยี่ยมพี่สาวผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องของเธอ ผู้หญิงธรรมดาที่มีน้องสาวเป็นหม้ายเพราะสามีเพิ่งตายอย่างเดียวดายในคุก เขาถูกจับขังด้วยความผิดที่ไม่มีใครมีสิทธิบอกว่าไม่ผิด เป็นข้อหาที่ถ้าพูดออกมาแล้วเสียงจะเหือดหาย พูดออกมาแล้วจะกลายเป็นคนที่ไม่มีใครมองเห็น และเป็นความตายที่ฉับพลันเหมือนวูบลมโหมก่อนฝนตกที่ไม่อาจกล่าวโทษใครได้อย่างไรอย่างนั้น เจ้ากรรมโดยแท้ที่เรามีเหตุให้ต้องไปนัดขึ้นรถกันที่หน้าอาคารสำนักงานศูนย์กลางของความยุติธรรมเฉลิมพระเกียรติแห่งนั้นพอดี แต่ก็ไม่มีอะไร แค่ซื้อน้ำปั่นสตรอเบอร์รี่สีชมพูแล้วเราก็ไปขึ้นรถ

บ้านของพี่สาวอยู่ติดเชิงเขาเนื้อที่หลายสิบไร่ ตัวบ้านออกแบบไว้พอเหมาะสำหรับผู้หญิงที่ใช้ชีวิตตามลำพัง
ไม่เกี่ยวข้องกับผู้ใด เธอมีทุกอย่างลงตัวอยู่ในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะอาหารไม้มะค่า โซฟาตัวยาว เก้าอี้หวาย
กลมใหญ่ในมุมที่จัดไว้สำหรับเอกเขนกอ่านหนังสือ ตู้โชว์ใส่ของที่ระลึกจากสารพัดประเทศ ตู้หนังสือที่อัดแน่นด้วยนวนิยาย และภาพในกรอบที่วางเรียงรายกันอยู่บนหลังตู้ทุกใบ ทั้งหมดนี้จัดวางอย่างมีการออกแบบ จัดเรียงอย่างตั้งอกตั้งใจ และทั้งหมดนี้เธอเก็บถนอมด้วยผ้าคลุมที่ทอขึ้นจากผงฝุ่นและหยากไย่ เฉิดฉายอยู่ในแสงทึมเทาของบ้านที่ไม่รับแขกใดและไม่มีไฟฟ้าหลังนั้น

เพื่อนแก้เหงาของเธอคือแกะที่ไม่ได้ตัดขนและไม่ได้อาบน้ำมานานแล้วฝูงหนึ่งที่มีแกะดำรวมอยู่ด้วย ขนขมวดของมันห้อยย้อยยาวสั้นไม่เท่ากัน มันพากันหลบอยู่ใต้ถุนบ้านเมื่อเห็นคนแปลกหน้ามาเยือน และค่อยเยื้องย่างยักย้ายออกมาเมื่อพี่สาวส่งเสียงเรียกมาเคล้าเคลียหอมแก้มแนบหน้า รักทั้งรักอย่างนี้แต่บางทีเธอก็ต้องตัดใจขายเมื่อ
มันขยายพันธุ์จนเกินจะเลี้ยงไหว ครั้งสุดท้ายที่เธอขายไปร่วมร้อยตัว เธอถึงขั้นต้องควักเงินหมื่นทำบุญสร้างรั้ว
อุทิศให้แกะ

น้องสาวเล่าความแต่หนหลังให้ฟังว่าพี่สาวของเธอเคยเป็นแม่ครัวประจำสถานทูตไทยในต่างประเทศ รับใช้เจ้ารับใช้นายมาทุกระดับชั้น ได้เห็นโลกกว้างของประเทศต่างๆ ในยุโรป พอๆ กับที่ได้เห็นปริมณฑลรโหฐานบนถ้วยจานของผู้คนที่เธอปรุงอาหารให้ พี่สาวเปิดอัลบั้มภาพถ่ายให้ดูแล้วไล่เรียงถึงชื่อเมืองชื่อสถานที่ต่างๆ สลับกับไล่ชื่อ “คุณชาย” “คุณท่าน” “คุณหญิง” “ทูลกระหม่อม” “เจ้าฟ้า” “พระองค์ท่าน” ท่านคนนี้ “โปรดหมูต้มเค็มกับสาคูไส้หมู” “เสวยง่าย ก๋วยเตี๋ยวสองชาม ใส่ทุกอย่าง” ท่านคนนั้น “โปรดขาหมูทอด น้ำจิ้มให้ใส่น้ำพริกเผาบีบมะนาว” อีกท่าน “ไม่โปรดผัก แต่เสวยสลัดผักฝรั่งได้” ไล่เรียงไปจนถึงลูกสะใภ้คนหนึ่งของผู้นำคณะราษฎร “คนนี้น่ารัก เธอเคยชอบใจน้ำพริกลงเรือถึงขนาดมาขอสูตรไปลองทำเอง”

แม้จะได้รู้เห็นอะไรๆ แต่คำติฉินสักน้อยหนึ่งที่เธอพูดได้ก็เพียงว่า ท่านนี้น่ารัก ขณะที่อีกท่าน “ไม่น่ารักเลย” เพราะ “มองคนหัวจดเท้า” บ้าง ถือตัวบ้าง จุกจิกเรื่องอาหารการกินบ้าง และถึงแม้จะได้ใกล้เข้าไปรับใช้ใกล้ชิดจนถึงขนาดที่มีรูปถ่ายหลายรูปเป็นหลักฐานอยู่ในอัลบั้ม แต่เมื่อ “ท่านชาย” หรือเจ้านายที่บางครั้งเธอก็เรียกชื่อเล่นซึ่งนำหน้าด้วยคำว่าคุณ เรียกให้เข้าไปหมอบถวายเพื่อแนะนำตัวให้เป็นกิจจะลักษณะ เธอก็ว่า ไม่เอาล่ะ “แค่นี้ก็บุญนักแล้ว”

โดยภูมิหลังแล้ว พี่สาวมีพ่อเป็นคหบดีใหญ่ลูกหลานขุนนาง แต่ชะตาพลิกผันเมื่อพ่อตัดสินใจเลิกรากับแม่ของเธอผู้เป็นภรรยานอกสมรส ในวันที่พ่อกับแม่ทะเลาะกัน เมื่อถูกถามว่าจะเลือกอยู่กับใคร “ไม่รู้ผีตัวไหนจับยัดให้ฉันบอกว่าอยู่กับแม่” พี่สาวว่า แล้วเธอก็ต้องระเห็จมาอาศัยอยู่กับแม่ในห้องแถวเก่าๆ หมดโอกาสเรียนหนังสือต่อไป ฝ่ายผู้เป็นน้องสาวก็ได้มาขออาศัยร่วมชายคาแต่ยังเล็ก เป็นลูกมือหั่นกระชายหั่นพริกขี้หนู ช่วยพี่สาวทำอาหารขายหาเงินเลี้ยงครอบครัว ขณะที่ตัวเธอเองก็ได้อาศัยช่วงเวลานั้นไปเรียนหนังสือจนจบชั้น ป. 4

ในความผูกพันที่พี่น้องสองศรีมีร่วมกัน คือภาพอดีต ณ ทุ่งบางเขน หลักกิโลที่สิบห้าแห่งนั้น ห้องแถวไม้ที่มีลานใหญ่หลังบ้าน มีสะพานไม้ข้ามคลองห่างจากถนนราวสิบเมตร น้องสาวเล่าว่าเวลาได้ยินเสียงรถมอเตอร์ไซค์หลายๆ คันวิ่งมา ก็จะรู้ได้ว่าเป็นรถนำขบวน “แสดงว่ามีคนเสด็จ” เธอจะวิ่งออกมายืนคอยมองอยู่ข้างหน้า “มองทุกคนตั้งแต่เล็กจนโตจนแก่ เขานั่งรถสีงาช้างไปดอนเมืองกัน” นั่นคือความทรงจำของเธอที่แจ่มชัดมาคู่กันกับภาพของทุ่งบางเขนที่เธอเล่าว่าสมัยนั้นยังเห็นเป็นท้องนาอยู่ลิบๆ ในทุ่งน้ำเจิ่งมีดอกบัวหอมตรลบ ทั้งดอกบัวสีชมพูดอกบัวสีขาว มีบ้านหลังใหญ่รายล้อมด้วยกอไผ่ เมื่อเดินผ่านเข้าไปจะมีสะพานราวไม้ไผ่ปล้องใหญ่ๆ มีต้นมะกอกทิ้งลูกหล่นลงน้ำ มีฝูงควาย มีเนินนวดข้าว “เพลงรอยไถแปรน่ะ รู้จักไหม เขาพูดถึงทุ่งบางเขนนี่ล่ะ”

พี่น้องสองคนแยกย้ายเมื่อฝ่ายน้องย้ายตามพ่อแม่ไปอยู่ต่างจังหวัด พ่อของน้องสาวนั้นเคยเป็นทหารพลขับรับใช้เจ้านายใหญ่ครอบครัวหนึ่ง แล้ววันหนึ่งเมื่อคุณหญิงที่เกี่ยวดองกับครอบครัวนั้นมีอันต้องหาแม่ครัวขึ้นมา “บุญหล่นทับ” พี่สาวว่า เมื่ออยู่ดีๆ ก็ได้รับการเรียกตัว และด้วยเหตุที่ยายทวดของเธอเคยเป็น “ชาววัง” เธอจึงได้เรียนรู้ตำรับอาหารประณีตลิ้นต่างๆ สำหรับเจ้านาย และในที่สุดเธอก็มีโอกาสออกไปเห็นโลกกว้างหลังจากที่เคยได้เที่ยวมาแล้วทั่วเมืองไทย ผู้หญิงจบ ป. 4 ที่รักการอ่านอย่างเธอไปซื้อหนังสือฝึกภาษาด้วยตัวเองมาไว้ นอกจาก “ปาร์เล วู
ฟรองเซ” ที่เธอพูดให้ฟังราวกับจะยืนยันผลสัมฤทธิ์ของการฝึกภาษาด้วยตัวเองอย่างอายๆ เธอยังอดไม่ได้ที่จะเล่าอย่างภูมิใจ “ขึ้นเรือบินไปยังไม่เมา” ก่อนจะตบท้าย “นี่เวลานี้ทางโน้นเขาเพิ่งจะเที่ยงกว่าๆ” เธอพูดหลังจากเหลือบดูนาฬิกา

ในตู้หนังสือของพี่สาว มีนวนิยายเก่าๆ จัดเรียงเป็นระเบียบไว้เต็ม เมื่อบอกไปว่าเดี๋ยวนี้ถ้าไปซื้อฉบับพิมพ์เก่าๆ แบบนี้ ชุดหนึ่งราคาถึงหลักพันเชียวนะ พี่สาวบอกว่าตอนที่เธอซื้อมาก็ราคาประมาณนั้นเหมือนกัน เพราะเธอต้องใช้วิธีให้คนทางเมืองไทยซื้อส่งไปรษณีย์ไปให้ “อย่าง ศิวาราตรี นี่ก็เหมือนกัน หนังสือ บางกอก ก็ด้วย ส่งติดแสตมป์ไปเลย”

ในตู้อีกใบที่เรียงอัลบั้มภาพถ่ายไว้อย่างเป็นระเบียบนั้น ยังมีอัลบั้มสะสมแสตมป์อยู่ด้วยอีกหลายเล่ม แสตมป์จากเมืองไทยคือแสตมป์ที่เธอสะสมจากหนังสือหนังหาที่สั่งซื้อไป แต่แสตมป์ต่างประเทศอีกมากมายนั้นได้มาจาก
สถานทูต “ไปค้นๆ มาจากในตะกร้าขยะ เพราะพวกข้าราชการเขาได้เยอะแล้วเขาก็ไม่เอา เขาก็ทิ้งไง เราก็ไปเก็บมา”

น้องสาวกวักมือให้เข้าไปดูห้องนอนของพี่สาว ตู้เสื้อผ้าไม้รุ่นเก่าใบใหญ่วางอยู่ติดผนัง บดบังด้วยหยากไย่แต่บางๆ เมื่อเปิดตู้ออกมาข้างในนั้นเต็มไปด้วยเสื้อผ้าที่รีดไว้อย่างเรียบร้อย ผ้าเนื้อดีสีสันยังสดใหม่ “เขาเก็บเสื้อผ้าจาก
เมืองนอกไว้อย่างดี แล้วดูสิ วันๆ ใส่แต่เสื้อคอกระเช้าขาดๆ อยู่อย่างนั้น”

ถัดจากตู้นั้นคือที่นอนซึ่งปูง่ายๆ อยู่บนพื้น ในห้องนอนที่แสงลอดเข้าไปไม่ค่อยถึง ทุกอย่างบนพื้นดูขมุกขมัวเกินไป แต่เมื่อลูบมือไปบนที่นอนก็ยังสัมผัสได้ถึงฝุ่นเม็ดใหญ่ๆ ที่อาบไว้ทั่ว และที่หัวนอนนั้นเองมีเทียนเล่มหนึ่งปักอยู่บนพื้น ฐานของมันจมอยู่ในกองน้ำตาเทียนที่จับตัวแข็งพูนขึ้นมาราวเป็นภูเขาน้ำตาเทียนลูกย่อมๆ “นั่นล่ะ เขาอ่านนิยายซ้ำไปซ้ำมาก่อนนอนอยู่อย่างนั้นด้วยแสงเทียน”

พื้นที่บริเวณครัวและห้องน้ำสว่างกว่าห้องนอนแต่ก็นับว่ามืดทึมพอกัน บนเตาวางหม้อ กระทะก้นดำ คราบฝุ่นคราบน้ำมันจับไปทั่ว เตาถ่านที่ใช้ทำอาหารมีขี้เถ้ากองเกลื่อน ราวกับว่าเธอเก็บความเป็นแม่ครัวชาววังไว้เพียงในอัลบั้มภาพถ่ายเหล่านั้น “เมื่อก่อนเขาสะอาดเนี้ยบ เดี๋ยวนี้เขาไม่สนใจ” น้องสาวเล่าคล้ายจะระอา แต่ถ้ามีญาติพี่น้อง
คนไหนต่อว่า เธอจะรีบเถียงแทนทันที “เขาอยู่บ้านนอกจะต้องผูกผ้ากันเปื้อนเหรอ”

เสียงเพลงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ น้องสาวเล่าว่าพี่สาวชอบร้องเพลงสากลมาแต่ไหนแต่ไร “แต่เดี๋ยวนี้มาร้องเพลงลูกทุ่งซะแล้วเพราะได้แต่ฟังตามวิทยุชุมชน” พี่สาวว่ามันก็เพราะดีนี่หนา แต่เธอก็ยังจำเพลงฝรั่งของเธอได้อยู่
ว่าแล้วเธอก็ “โอ เบอร์นาดี…

เมื่อมาถึงเรื่องชีวิตคู่ เธอว่า “เราคงทำบุญมาไม่ดี” เหตุที่เธอต้องใช้ชีวิตลำพังจนบัดนี้ เพราะชะตาที่พลิกผันของเธอ ทำให้เธอไม่อาจนิยามชนชั้นและฐานานุศักดิ์อันเหมาะสมแก่ตนได้ การที่ได้ชื่อว่าเป็นลูกสาวของคหบดีใหญ่ลูกหลานขุนนาง (“ถึงจะเป็นลูกเมียน้อยก็เถอะ”) ทำให้เธอถูกปลูกฝังมาจากผู้เป็นพ่อว่า “เราเป็นลูกมีชาติมีตระกูลนะ ถ้าจะสมสู่กับใครก็ต้องดูให้ดี” พี่สาวเคยสรุปให้น้องสาวฟัง “แกคิดดูสิ สูงไปเขาก็ไม่เอาฉัน ต่ำไปฉันก็ไม่เอาเขา เดี๋ยวพ่อฉันด่า”

เมื่อตัดสินใจลาออกจากงานแล้วกลับเมืองไทย เธอนำเงินที่เก็บหอมรอมริบไว้มาซื้อที่ดินเชิงเขาแห่งนี้และปลูกบ้านอยู่กับแม่สองคน เธอเลือกที่นี่ซึ่งเป็นบริเวณใกล้เคียงกันกับที่ดินมรดกที่พ่อของเธอมอบไว้ให้ เธอไม่ยอมรับมรดกนั้นและยกให้พี่น้องลูกหลานไป เธอเพียงอาศัยไม้เก่าของพ่อมาปลูกบ้านหลังนี้ที่เธอจ่ายค่าแรงปลูกสร้างในราคาสามหมื่น ไม่มีไฟฟ้าก็อยู่ได้ มีตุ่มรองน้ำฝนไว้รอบบ้านและบ่อกักน้ำไว้ใช้

มีคนสองคนที่ได้ใช้ชีวิตในบ้านหลังนี้กับพี่สาว คนหนึ่งคือแม่ ซึ่งน้องสาวเล่าว่าแม้เมื่อสิ้นลมแล้ว พี่สาวยังเก็บร่างไว้บนบ้านราวปีกว่า อยู่กันสองคนเหมือนเดิมราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น พี่สาวทำท่าว่าไม่เห็นจะแปลกอะไร “เช้าขึ้นมาไปเลี้ยงแกะ ก็เอาสำรับมาวางไว้ให้”

อีกคนหนึ่งคือลูกชายบุญธรรม เธอพบเขาเมื่อเป็นทารกแบเบาะอยู่ในลังขณะที่เธอกำลังไถเครื่องตัดหญ้าอยู่หน้าบ้าน เด็กน้อยเติบโตขึ้นมาได้เรียนหนังสือถึงชั้น ป. 6 และเป็นเด็กหนุ่มเกเรธรรมดาคนหนึ่งที่อยู่ไม่ติดบ้าน ถ้าไม่เมาเสียเล้ว บางคืนเขาจะขึ้นเขาไปเก็บเห็ดโคนมาให้ หรือหากเขานั่งหย่อนขาลงไปในน้ำแล้วผิวปาก ปลาก็จะว่ายมาหาเป็นฝูง

เมื่อจะต้องลากลับแล้ว น้องสาวหันไปรื้อถุงข้าวของที่นำมาฝาก แจกแจงทั้งอาหารแห้ง หยูกยา ผลไม้
“นี่โสมนะ”
“จะไม่ให้แก่รึไง” พี่สาวถามยิ้มๆ
“แล้วนี่เอาไว้อมแก้หงุดหงิด”
“โอ๊ย ไม่หงุดหงิดเลย หงุดหงิดอย่างเดียว วันนี้วันพุธแล้วไอ้อู๊ดยังไม่เอาหนังสือ บางกอก มาส่งให้ ติด บางกอก น่ะ”
“ติดบางกอกแต่ชอบอยู่บ้านนอก” น้องสาวค่อนทันควัน ก่อนจะแจกแจงต่อ “เอ้า นี่ยาพาราแก้ปวด”
“โอ๊ย ชั้นไม่ชอบกินหรอกหยูกยา”
“นี่ รู้ไว้ซะมั่งนะว่าพารานี่มันมีค่ามากเลยนะสำหรับคนในคุกน่ะ ไม่ใช่ของหาง่ายๆ” น้องสาวพูดตลกขื่นๆ และนั่นเป็นเพียงครั้งเดียวตลอดการเยี่ยมเยือนนั้นที่มีการพูดอะไรที่เฉียดไปถึงชะตากรรมที่เกิดขึ้นกับสามีเธอ ซึ่งพี่สาวเธอก็รู้ แต่ทั้งคู่ไม่มีใครพูดอะไร น้องสาวคล้ายจะหันไปแก้เกี้ยวที่เกือบละเมิดคำสาปแห่งความเงียบงันนั้น
“แล้วต้นอะไรที่มันออกลูกเต็มอยู่นั่น เก็บเอาไปขายสิ”
“เอาไปเลย ฉันไม่ขายหรอก ฉันนอนอ่านหนังสือดีกว่า” พี่สาวยังคงไม่มีอะไรจะพูดมากกว่านั้น

ระหว่างนั่งรถกลับออกมา เมื่อถามน้องสาวว่าทำไมเมื่อมีเรื่องคดีของสามีแล้วจึงไม่ลองไปขอความช่วยเหลือจาก
เจ้านายผู้ใหญ่ทั้งหลายที่เคยได้รับใช้เกี่ยวข้อง “ไม่เคยไปขอความช่วยเหลือผู้ใหญ่ เพราะเราไม่ได้ทำอะไรผิด”
คำตอบมีแค่นั้น

“นี่ต้นแคทราย ดูลำต้นมันสิ นั่นประดู่ต้นเบ้อเร่อ โน่นสระน้ำที่บางทีเขามานั่งตกปลา” น้องสาวชี้ให้ดูทิวทัศน์รอบบ้านของพี่สาวเป็นการส่งท้าย พวกเขาไม่มีโอกาสได้พบกันบ่อย แต่บางทีก็ยังได้คุยกัน พี่สาวมีโซลาร์เซลล์ไว้ชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์เพื่อโทรถึงกันได้ แต่นับจากนี้พวกเขาจะยิ่งคุยถึงอดีตมากกว่าปัจจุบันอันเงียบงันหรือว่าอย่างไร

หยากไย่ที่เกาะอยู่ทั่วไปตามตู้ตามผนังเพดานของบ้านหลังนั้น ปกคลุมอยู่ทั่วทุกรูปภาพไม่เว้นกระทั่งภาพของผู้ชายคนนั้นที่เป็นปฏิทินบ้าง เป็นภาพโปสเตอร์ธรรมดาบ้างที่ติดไว้สูงทุกด้านของผนัง ในจำนวนนั้นภาพที่ดูจะเห็นชัดที่สุดเป็นภาพบนผนังฝั่งที่หันไปทางระเบียงนอกชาน เป็นระเบียงพื้นไม้กระดานโหว่ผุพัง มีสุ่มไก่วางอยู่กับเศษผักเศษอาหารและฝูงแมลงวัน แต่เมื่อกลั้นใจไปยืนอยู่ตรงนั้นและหันมองออกไปยังทุ่งกว้าง สีเขียวสว่างสบายตาของเทือกทิวและต้นไม้ใบหญ้าก็พอจะทำให้สดชื่นขึ้นมาได้ แดดบ่ายสีน้ำตาลจางๆ ที่ส่องเข้ามาทางประตูหน้าต่างก็ทำให้ทุกอย่างในบ้านยิ่งดูเป็นภาพความหลังอันเริดร้างที่ตัดกับแสงสว่างของปัจจุบันราวกับจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีกต่อไป

เอาเถอะ ถ้าฟ้าครึ้มขึ้นมาอีกครั้งเมื่อไหร่ ก็ให้สู้อดทนหายใจ อีกไม่ช้าไม่นานเท่าไหร่มันก็ตกลงมาเป็นฝนแล้ว
****