แขนที่สาม หมาบ้า ฆาตกรฆ่าต่อเนื่อง: อาการหลัง 919 ในภาพยนตร์ไทยจากมุมมองของนกกระจอก
วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา aka Filmsick | อ่านภาพ
สี่ปีที่แล้วเราทำอะไรอยู่ในคืนวันที่ 19 ต่อเช้าวันที่ 20 กันยายน หลายคนออกมาร่วมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หลายคนอยู่่บ้านเกาะขอบจอทีวี หลายคนกินดื่มใช้ชีวิตไปตามปกติ
**
จะชอบหรือชัง ปฏิเสธไม่ได้ว่ารัฐประหาร 19 กันยาเกิดขึ้นท่ามกลางความยินดีปรีดาของผู้คน ถ้าความจำไม่สั้นจนเกินไป ใครจะลืมภาพผู้คนมากมายเอาดอกไม้มาแจกทหาร เอาโคโยตี้มาเต้นให้ทหารดูฟรี หอบลูกจูงหลานมาถ่ายรูปกับรถถัง ไม่ว่าจะชอบหรือชัง คนไทยหลายส่วนชื่นมื่นราวเป็นเจ้าของชัยชนะ ดีใจที่ทหารเข้ามาปลดล็อคทางการเมือง ทว่าผ่านมาแล้วสี่ปี ล็อคนั้นกลับแน่นหนาราวถูกย้ำตะปูหรือโบกปูนทับ รัฐประหารอันชื่นมื่นนั้นกลับเป็นรัฐประหารที่รุนแรงที่สุด ในแง่ที่มันกระชากความฝันเรื่องระบอบประชาธิปไตยให้ล่มไปจมกองฝุ่นเริ่มต้นจากศูนย์อีกครั้ง
**
ผู้เขียนคิดคำเรียกช่วงเวลาสี่ปีที่ผ่านมาอย่างง่ายๆ ว่า โพสต์ – ทักษิณ แต่ถ้าจะให้เหมาะสมกว่า เราอาจเรียกมันว่า Post 919 และบรรยากาศของช่วงเวลาดังกล่าวก็ส่งผลแทรกซ้อนซ่อนนัยในเนื้อหาของภาพยนตร์อยู่จำนวนไม่น้อย กระทั่งในภาพยนตร์กระแสหลัก (หากก็เป็นเช่นเดียวกับเราทุกคนที่ยังคงใช้ชีวิตตามปกติ แม้จะค่อยๆ สูญเสียสิทธิเสรีภาพไปทีละเล็กละน้อยอย่างละมุนละม่อม ด้วยข้อหาไม่รักชาติไม่รักสถาบันที่ถูกนำมาอ้างอย่างสนุกปาก) ภาพยนตร์หลายเรื่องได้่บันทึกช่วงเวลาดังกล่าวเอาไว้ ต่อให้มันคือภาพยนตร์น้ำเน่าตีหัวเข้าบ้านก็ตาม เพราะไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่ ภาพยนตร์คือจดหมายเหตุทางสังคมโดยไม่อาจหลีกเลี่ยง ถึงอย่างไรทัศนคติประจำยุคสมัยก็ล้วนลื่นไหลอยู่ในนั้น เช่นกันกับทัศนะทางการเมืองที่ปรากฏตำแหน่งแห่งที่ของมันอยู่ต่างๆ กันไปในแต่ละเรื่องเล่าที่เสมือนไม่เชื่อมโยงเหล่านั้น
**
บทความนี้ไม่ได้ทำหน้าที่อะไรมากไปกว่าเป็นจดหมายเหตุรวบรวมข้อสังเกตจากหนังไทยในช่วงเวลาเหล่านี้มาประมวลผลใหม่ กล่าวตามสัตย์ นี่ที่แท้อาจเป็นเพียงความเพ้อเจ้อส่วนบุคคลของผู้เขียนเองก็ได้ ที่นำหนังไทยไปสวมบริบททางการเมืองด้วยเสื้อคลุมผิดฝาผิดตัว ทั้งหมดนี้อาจเป็นเพียงอาการท้องอืดท้องเฟ้อของนักดูหนังหน่ายรัฐประหารคนหนึ่ง หนังไทยนั้นไม่ได้เป็นอะไรมากกว่าความบันเทิงราคาถูกไร้รสนิยม เป็นเพียงปลักตมของเรื่องไร้สาระ หากปลักตมไม่ได้ผุดขึ้นมาเอง มันย่อมมีที่มาที่ไป และหากจะเรียกหนังไทยว่าปลักตม (ซึ่งผู้เขียนไม่มีวันเห็นด้วย) เราก็จะของมลงไปในปลักนั้น เพื่อดูว่ามีอะไรที่เรามองไม่เห็น (หรือจงใจไม่เห็น) ซ่อนอยู่หรือไม่
*******
