readcover9

“อ่าน” ปีที่ 3 ฉบับที่ 1 ตุลาคม-ธันวาคม 2553

ชีวิตสั้น, ศิลปะสั้นกว่านั้น

ไอดา | DEAR READer

[ความเดิมจากตอนที่แล้ว: หลังจากประกาศความล้มละลายทางศีลธรรมและปัญญา รวมถึงความกระจอกงอกง่อยของวัฒนธรรมการวิจารณ์และของวารสารเล่มนี้ไปในบทบรรณาธิการฉบับที่แล้ว ทว่าก็
เฉกเช่นปัญญาชนทั่วไป มันยังดำรงสถานะต่อไปอย่างหน้าไม่อาย - มันมีธุระจะพูดกับศิลปินและศิลปะ
อีกสักหน่อย
]

หน้าหอประชุมแห่งนั้นในเย็นวันนั้น เนืองแน่นไปด้วยคนจำนวนมากที่ราวเก้าสิบเปอร์เซนต์ไม่ใช่คนที่มีสังกัดหรือสถานะเกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยแห่งนั้นมากไปกว่าผู้ส่งเสียภาษีให้ประเทศนี้ได้มีมหาวิหารทางปัญญา พวกเขา
พากันมาซื้อตั๋วจับจองที่นั่งดูการแสดงดนตรีและกิจกรรมต่างๆ เมื่อที่นั่งด้านในเต็มเสียหมดแล้วพวกเขาก็จับกลุ่ม
นั่งกันอยู่หน้าจอขาวที่กางอยู่ด้านหน้าเพื่อถ่ายทอดภาพและเสียงจากในหอประชุม มีคนเดินเร่ขายพลาสติก
แผ่นบางๆ พิมพ์ลวดลายขนมราคาถูกที่คงเลหลังมาจากโรงงาน อันเป็นภาพอย่างเดียวกันกับที่มักจะเห็นตามที่ชุมนุม ป้าร่างท้วมแกซื้อมาหนึ่งแผ่น ปูเสร็จเรียบร้อยก็เอาถุงข้าวของพะรุงพะรังของแกวางลงไป หันมาเห็นคนยืนหันรีหันขวางแกก็เรียก “อีหนู มานั่งนี่ด้วยกันก็ได้” อีหนูถลันไปนั่งตามคำเชิญด้วยความขอบคุณและความเกรงใจ และเพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้นที่จะได้เป็นฝ่ายหยิบยื่นบ้าง พอมีคนเร่ขายพัดพลาสติกกลมๆ อันละสิบบาทผ่านมา อีหนูก็ซื้อเสียสองอันแบ่งกันกับป้า เป็นอันว่าหายกัน
*
มันเป็นกิจกรรมคอนเสิร์ตที่ดูเหมือนว่าจะจัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงคนตายเหล่านั้น และเพื่อให้กำลังใจแก่คนที่ยังไม่ได้ตายไปตามกัน จำนวนคนที่ล้นหลามบอกถึงความอัดอั้นของเหล่าผู้รอดชีวิต เพราะนี่นับเป็นเพียงกิจกรรมครั้งที่สองหลังการสังหารหมู่ ที่พวกเขาจะได้สวมเสื้อสีเดิมที่เคยสวมอย่างผึ่งผาย แล้วมาพบหน้าค่าตากันใหม่ ไม่สำคัญว่ากิจกรรมนั้นจะเป็นอะไรและจัดโดยใคร อีหนูเองก็ไม่ต่างไป แค่อยากจะได้มาพบเห็นชีวิตของพวกเขา และได้เห็น
พวกเขาที่ยังมีชีวิต
*
กิจกรรมครั้งนี้น่าสนใจเป็นพิเศษตรงที่มันจะเป็นโอกาสให้ได้เห็นกันจะจะ ถึงการเผชิญหน้าระหว่างศิลปะกับมวลชน เป็นงานอย่างที่ปัญญาชนแอคทิวิสต์เรียกกันว่า “งานวัฒนธรรม” ซึ่งมีดนตรีแบบต่างๆ ที่ไม่ใช่เพียงดนตรีลูกทุ่งคึกคักอย่างในที่ชุมนุม มีกระทั่งจินตลีลาและอีกสารพัดองค์ประกอบ บทกวีที่ปกติเอาไว้อ่านสลับฉากบนเวทีปราศรัย แทบจะกลายเป็นการแสดงหลักของงานนี้ อีหนูเคยได้เห็นถึงการเผชิญหน้าแบบนี้มาบ้างเมื่อนานมาแล้ว ต่างไปตรงที่ว่าในครั้งนั้นศิลปินเป็นฝ่ายพากันไปหามวลชนผู้เดือดร้อนถึงยังถิ่นฐาน แล้วแสดงศิลปะ ดนตรี หรืออ่านบทกวีให้พวกเขา ซึ่งไม่ว่าผู้ดูจะรู้สึกร่วมหรือไม่ เข้าใจอย่างไร ก็มีแต่ต้องแสดงออกอย่างเกรงใจในฐานะเจ้าบ้าน แต่งานนี้มวลชนเป็นแขกที่เป็นฝ่ายเดินทางมาหา และควักกระเป๋าจ่ายค่าบัตรเข้าชมเอง
*
ไม่ว่าบนเวทีจะมีรายการอะไร มวลชนผู้ฟังทั้งในและนอกหอประชุมต่างไม่ลังเลที่จะแสดงออกในแบบต่างๆ พวกเขาโต้ตอบ หยอกล้อกับคนบนเวทีอย่างคึกคัก บทกวีท่อนไหนหรือคำพูดของใครที่พวกเขาเห็นด้วย พวกเขาก็ตอบสนองทันทีทั้งด้วยวาจาและเสียงปรบมือ ท่อนไหนที่ไม่เห็นด้วยก็แย้งกลับทันควัน แต่ก็ยังรักษาความเป็นมิตรต่อกันไม่ถึงขั้นโห่ฮา
*
และไม่ว่าบนเวทีจะมีรายการอะไร ป้าแกก็ฟังไปสะกิดไป เล่าเรื่องราวจากประสบการณ์จริงของแกประกอบ
คำบรรยายหรือคำพูดบนเวที ราวกับกลัวว่าคนข้างๆ จะตามเนื้อหาไม่ทัน แกว่าแกผ่านมาทุกสมรภูมิจนถึงวันที่มี
คนตายตามราชดำเนินและตรงราชประสงค์ และไม่ใช่คนบอดใบ้ไม่รู้เรื่องรู้ราว แกเสาะแสวงหาความรู้ทุกอย่าง
ข้าวของพะรุงพะรังที่วางอยู่ข้างๆ นั้น นอกจากเสบียงกรังแล้วก็ยังมีหนังสืออีกหลายเล่ม แกแง้มถุงผ้าให้ดู “นี่ เพิ่งไปซื้อมา หนูมีหรือยัง” [อีหนูก้มมองลงไปแล้วก็อมยิ้มเมื่อเห็นวารสาร ฟ้าเดียวกัน และเขินวูบเมื่อเห็นวารสาร อ่าน รวมอยู่ด้วยในถุงนั้น นึกอายอยู่ในใจ ง่า... ป้าจะอ่านหนังสือปัญญาชนไร้น้ำยาพวกนี้จริงๆ น่ะหรือคะ]
*
เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง ในที่สุดป้าก็ขอตัวกลับก่อนเพราะบ้านไกล “คำสาปแช่งอันศักดิ์สิทธิ์” แกทิ้งท้ายโดยพึมพำท่อนนั้นของบทกวีที่แกถูกใจ ไม่ว่าแกจะเข้าใจว่ามันหมายถึงอะไร และแม้ว่าแกจะจำชื่อกวีคนนั้นไม่ได้ (“ผู้หญิงใส่แว่นคนนั้นน่ะ”) ก็ตาม
*
เมื่อครั้งเป็นเด็ก เคยอ่านเรื่องราวของเจ้าชายน้อยผู้พิการ ในนิทานใช้คำว่า เจ้าชายง่อย เจ้าชายถูกนำตัวไปไว้ในหอคอยห่างไกลที่มีชื่อว่า “หอคอยสิ้นหวัง” และใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวบนหอคอยนั้น ไม่เคยเห็นโลกกว้าง ไม่เคยรู้จักชีวิตในแบบอื่นๆ ที่ต่างไป ได้แต่เรียนรู้โลกผ่านหนังสือที่มีอยู่ในหอคอย จนกระทั่งวันหนึ่งมีผู้วิเศษปรากฏกายเป็นแม่ทูนหัวผู้มีสมญานามว่า “เหลวไหลและเหลือเชื่อ” และมอบเสื้อคลุมวิเศษที่เมื่อเจ้าชายคลี่ออกวางแล้วนั่งลงไปตรงกลาง เสื้อตัวนั้นก็จะพาเจ้าชายลอยออกจากหอคอยไปสูู่โลกภายนอก แม้จะเป็นการมองจากมุมสูง ไม่ได้สัมผัสสัมพันธ์กับโลกจริงๆ แต่เจ้าชายก็ได้เห็นความสุขในชีวิตของคนอื่นอย่างที่เจ้าชายไม่มี และได้เห็นความทุกข์ยากของชีวิตอีกมากที่ทุกข์ยิ่งกว่าเจ้าชาย แต่ละวันที่ออกไปดูโลก เจ้าชายกลับมายังหอคอยด้วยความรู้สึกต่างกันไป และรู้สึกถึงความสุขทุกข์เหล่านั้นได้โดยที่ไม่เคยสัมผัสเอง ช่างเป็นหนังสือที่อ่านแล้วเหงาจับใจ แต่ก็ตื่นตา
ตื่นใจไปกับการเรียนรู้โลกของเจ้าชายด้วย แม้จะมีนักวิจารณ์บอกว่านิทานเรื่องนี้เป็นภาพแทนของชีวิตผู้หญิง
(เด็กชายที่เป็นง่อย = ผู้หญิง) ในยุควิคตอเรียนที่นิทานเรื่องนี้แต่งขึ้น และเป็นการเรียนรู้โลกด้วยอารมณ์ sentimental แบบผู้หญิง (อุวะ!) แต่อีหนูก็พยายามจะคิดว่าตัวเองเป็นได้มากกว่าเจ้าชายง่อยแห่งหอคอยสิ้นหวัง
*
เมื่อได้ออกไปสู่โลกภายนอกนั่น และหวนกลับมาสำรวจศิลปะของถ้อยคำในแผ่นกระดาษเหล่านั้น ใครจะนึกว่ากวีคนที่เคยมองเห็นว่า “และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏ เป็นความงดความงามใช่ความชั่ว” จะเป็นคนเดียวกันกับที่ในวันนี้จรดปากกาเหยียดหยามการเคลื่อนไหวของประชาชนว่า “คือไทยที่ใจทาษ ทัั้งปล้นชาติ ทั้งพาลกะแซง” อีหนูยังเพิ่งได้เข้าใจความหมายที่แท้จริงของบทกวีของผู้หญิงคนนั้นที่เคยบอกว่า “ปรารถนาเป็นธุลีทุรน ดีกว่าทนกลั้นใจอยู่ใต้น้ำ” หลังจากที่่ได้เห็นชายกระโปรงชุดราตรีสีชมพูบ้างสีฟ้าบ้างของเธอพลิ้วอยู่บนเวทีในงานเฉลิมฉลองอำนาจก่อนและหลังการสังหารหมู่ นี่เองหรอกหรือคือความหมายที่แท้จริงของวลี “ฉันรัก [พ่อและ] แม่มากกว่าความยุติธรรม” ของนักเขียนชาวฝรั่งเศสคนนั้นเวลาที่ถูกคนบางคนนำมาปรับใช้ในบริบทของประเทศนี้
*
“การเป็นนักเขียน อย่างที่ใครๆ เข้าใจว่าเป็นนักเขียน ‘ผู้โด่งดัง’ ในประเทศที่ประชาชนหลายล้านคนอ่านหนังสือ
ไม่ออกนั้น ออกจะเป็นเกียรติยศที่น่ากังขาอยู่ไม่น้อย” นักเขียนชาวอินเดียนาม อรุณธาตี รอย เคยกล่าวไว้อย่าง
น่านับถือยิ่งนักในความตระหนักถึงอภิสิทธิ์อันน่าละอายที่เธอได้มาในฐานะศิลปิน ในขณะที่ศิลปินจากประเทศที่ได้ชื่อว่ามีความเป็นชาตินิยมสูงนักหนาอย่างอินเดีย เลือกจะตีแสกหน้าความเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรมในประเทศของตน อันส่งผลบ่อนเซาะความชอบธรรมแห่งรัศมีที่รองรับสถานะของเธอต่อเวทีโลกไปด้วย แต่ศิลปิน “อินเตอร์” ของไทยบางคนกลับเลือกจะเสริมราศีของตนด้วยการต้มยำทำแกงเรื่องราวอันสร้างขึ้นจากเลือดเนื้อของประชาชน ตักใส่ถ้วยเปรอปรนแก่สื่อต่างชาติมากมายที่มารอฟังว่าเขาจะพูดอะไรหลังการสังหารหมู่ แล้วเรียกร้องต่อประชาชนในชาติของตนด้วยเทศนาโวหารสามัญประจำบ้านว่าด้วยความสามัคคี อีหนูอยากจะบอกเขานักว่า แน่จริงมาจัดงานตรงนี้สิ ตรงหน้ามวลชนที่การต่อสู้ของพวกเขาถูกลดทอนให้เป็นแค่อุปมาพื้นๆ ของแกงหนึ่งสี ไม่ต้องเชิญให้นักวิจารณ์ศิลปะอาวุโสคนไหนมาชิมหรอกว่าคราวนี้คุณทำได้อร่อยกว่าผัดไทยคราวก่อนไหม แต่ให้ประชาชนเหล่านี้เป็นคนตัดสินเองว่าน้ำเนื้อของแกงเหล่านั้นมันเป็นแค่ของเล่นเซ่นสรวงเทวดา หรือเป็นอาหารที่คนเดินดินจะยอมกระเดือกลงไปจริงๆ
*
ในแง่พัฒนาการทางเทคนิค อีหนูเข้าใจได้ถึงการดิ้นรนของศิลปะอย่างภาพเขียนภายหลังการมีภาพถ่าย ว่าคุณจะ
ยังสามารถ “จับภาพ” ชีวิตหรือความเป็นจริงได้อย่างไรเมื่อเทคโนโลยีทั้งหลายมาแทนที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าขนาดนี้ แต่อีหนูไม่เคยลืมความรู้สึกอัศจรรย์ใจทุกครั้งที่ได้จ้องมองมือของศิลปินที่ตวัดปลายดินสอหรือพู่กันเป็นภาพขึ้นมา และเมื่อไปยืนอยู่ต่อหน้าภาพเขียนชั้นดีในพิพิธภัณฑ์ พลังและความหมายบางอย่างของมือและฝีแปรงมหัศจรรย์ก็ยังอยู่ตรงนั้น แต่ในวันนี้ที่ศิลปินจำนวนมากต่างดิ้นรนที่จะไปให้พ้นหรือให้ข้ามพ้นให้มากไปกว่าเทคนิคโบราณเหล่านั้น พร้อมชุดคำอธิบายว่าการทดลองใหม่ๆ จะทำให้เข้าใกล้ความจริงของชีวิตได้มากกว่าอย่างไร สิ่งที่ศิลปินไม่ควรลืมก็คือ ยิ่งคุณเลือกใช้วิธีการและเครื่องมือที่ซับซ้อนขึ้นในทางคอนเส็ปต์และในทางเทคนิคมากเท่าไหร่ คุณยิ่งต้องแน่ใจว่าเนื้อหาของมันต้องเสมอหน้าสมมาตรได้ในระดับความซับซ้อนเดียวกันนั้น หากล้มเหลวเสียแล้วทางเนื้อหา และได้แต่อาศัยความหวือหวาของข้ออ้างทางเทคนิคบังหน้า ก็เป็นอันว่าเราต้องมาทนดูความ
ล้มเหลวทั้งสองอย่างนั้น ทั้งเทคนิคและเนื้อหา ทั้งชีวิตและศิลปะ … หมดกัน
*
อรุณธาตี รอย ยังเคยแจกแจงไว้อีกว่า “นักขียนที่ดีหรือยิ่งใหญ่นั้น อาจปฏิเสธที่จะยอมรับความรับผิดชอบหรือ
ศีลธรรมใดๆ ที่สังคมอยากจะยัดเยียดให้ กระนั้นนักเขียนที่ดีที่สุดหรือยิ่งใหญ่ที่สุดก็รู้ว่าถ้าพวกเขาใช้เสรีภาพที่ได้มาอย่างยากเย็นนี้ไปในทางที่ผิด มันก็มีแต่จะนำไปสู่ศิลปะที่เลว ศิลปะและงานเขียนนั้นมีข่ายใยอันประณีตซับซ้อนของศีลธรรม ความเข้มงวด และความรับผิดชอบที่กำหนดบังคับต่อตัวนักเขียนอยู่แล้ว มันอาจจะเป็นปัจเจก เฉพาะตัว แต่ถึงอย่างไรมันก็ดำรงอยู่ ในขั้นดีที่สุด มันเป็นสิ่งผูกมัดอันงดงาม ระหว่างตัวศิลปินกับสื่อที่เขาใช้ ในขั้นที่พอ
รับได้ มันเป็นคล้ายๆ การร่วมงานกันอย่างสมเหตุสมผล ในขั้นเลวที่สุด มันเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่มีความเคารพต่อกันและหาประโยชน์จากกัน” อีหนูนึกเติมเข้าไปอีกขั้น ในกรณีของงานเหล่านั้นที่เกิดขึ้นภายหลังการสังเวยชีวิตอันแสนสั้นของผู้คนสามัญมากมาย ว่าในขั้นที่เลือดเย็นที่สุด มันไม่ต่างอะไรจากการ living off the dead [จะแปลก็ได้ แต่ไม่อยากแปลให้สะเทือนใจ]
*
วันที่เขาจัดงานรำลึกแปดเดือนของเหตุการณ์สังหารหมู่ อีหนูถือสมุดบันทึกเดินไปเดินมาตามถนนราชประสงค์
เชยกว่าถือกล้องถ่ายรูปสักหน่อยก็ไม่เป็นไร มันบันทึกถ้อยคำได้ ตอนที่อีหนูมาถึงตั้งแต่บ่าย แล้วเดินขึ้นไปหาที่ยืนมองลงมาจากทางเดินรถไฟฟ้าเพื่อหาทัศนวิสัยใหม่ๆ มีป้าสองคนมายืนจับจองที่ข้างๆ แล้วแกก็เริ่มคุยกัน ผลัดกันก่นด่าถึงความไม่เป็นธรรมนานาที่ทั้งคู่รู้สึก และแลกเปลี่ยนข้อมูลความฉ้อฉลหลอกลวงที่ต่างฝ่ายต่างได้รู้มา
เกี่ยวกับผู้มีอำนาจบารมีของประเทศนี้ “นี่กูก็เพิ่งรู้” ก่อนจะสรุปราวกับเป็นการทวงบุญคุณด้วยความเจ็บใจ
“กูทำเลี้ยงมันทั้งนั้น”
*
คำพูดคล้ายๆ กันนี้ยังมาจากป้าอีกคนหนึ่ง ต่างกรรมต่างวาระกัน ในห้องสัมมนาว่าด้วย “สถาบันกษัตริย์ รัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตย” ที่จัดในรั้วมหาวิทยาลัย ป้าร่างเล็กคนนั้นที่นั่งติดกันยังคงมีอัธยาศัยแบบเดียวกันกับป้าคนอื่นๆ ในหลายวาระที่อีหนูเคยเจอมา คือฟังไปสะกิดไป ออกความเห็นไป ก่อนจะได้เวลาลุกกลับบ้าน แกก็บอกอีหนูเป็นการทิ้งท้ายโดยไม่รอให้ถาม “ป้าน่ะมาจากอุตรดิตถ์ คนบ้านนอก การศึกษาน้อย แต่ป้ารู้หมดนะ ไม่ใช่ไม่รู้อะไร ป้าตาสว่างแล้ว” อีหนูฟังแล้วพยายามท่องจำไว้ในใจ กะว่าเดี๋ยวจะไปจดลงสมุดบันทึก แต่นึกแล้วก็หนักใจ แหม ป้าช่วยพูดใหม่ให้มันเก๋กว่านี้ได้ไหมคะ นี่มันตรงไปตรงมาเกินไป ต้องซ่อนนัยอันคมคายย้อนแย้งกว่านี้ ต้องมีศิลปะกว่านั้น ป้าเล่นพูดง่ายๆ ตรงๆ แค่นี้ นอกจากจะดู cliché แล้ว ประโยคแบบนี้ขืนเอาไปใช้ใครเขาจะว่าเอาได้ว่าหนูกำลังแต่งนิยายดราม่าเพื่อชีวิต แทนที่จะเขียนบทบรรณาธิการประจำหอคอย
*
แต่ป้าแกลุกกลับไปแล้ว จะบอกให้พูดใหม่ก็คงไม่ได้ อีหนูได้แต่นั่งจินตนาการเอาเองว่าแกจะตอบอย่างไร “โอ๊ย
นั่นไม่ใช่ปัญหาของป้านี่อีหนู ป้าไม่ใช่ศิลปิน และชีวิตป้าก็ไม่ใช่งานศิลปะ ทำไมป้าจะต้องมาช่วยคิดแก้ปัญหานี้ให้
ป้าไม่ได้มีเวลาเหลือในชีวิตนักหนา ชีวิตของคนอย่างพวกป้ามันแสนจะไร้ราคาและแสนสั้น
*
ศิลปะมันสั้นกว่านั้นไหมล่ะอีหนู”
****

หมายเหตุ: ข้อความที่เขียนโดย อรุณธาตี รอย คัดมาจาก จุดจบแห่งจินตนาการ (2548), สนพ. สวนเงินมีมา ส่วนเรื่องราวของเจ้าชายพิการในหอคอย มาจากหนังสือชื่อ เจ้าชายง่อย (2520) สนพ. ประพันสาส์น ที่
ปิยตา วนนันทน์ แปลจาก The Lame Prince and His Travelling Cloak (1875) แต่งโดย Dinah Maria Mulock

อ่านบทความฉบับเต็มได้จากวารสาร อ่าน

Comments are closed.