นิทานการเมือง เรื่อง “ถ้าไม่แตะ …”

ผลงานผ่านการพิจารณาให้เผยแพร่ โครงการ “เขียนใหม่นายผี” รายการที่ 3

ประเภทนิทานการเมือง หัวข้อ “การปฏิวัติที่ห่าม 2019 edition”

โดย แมวสิดมองนาย

‘22 พ.ค. 2565

กุลิศ การปฏิวัติที่สุกงอม (อันเป็นมโนทัศน์) จากประชาชนในที่นี้จะไม่เกิดขึ้นจริง ถ้าไม่แตะ … มันจะยังคงเป็นมโนทัศน์และความหวังแล้งแค้นต่อไป ไม่มีแล้วการเปลี่ยนแปลงเพียงชั่วคืนหรือในช่วงเวลาสั้นๆ มันทอดยาวเกินการณ์จากครั้งที่เกือบจะสุกงอมโดยกลุ่มคนตามความหมายเดิมที่เรารับรู้และเข้าใจ แม้ตอนนี้เราจะเห็นได้ในที่อื่น กุลิศ สังคมโลกขับเคลื่อนเร็วเหลือเกิน เกินกว่าอุดมการณ์มีสร้อยใดจะคงทน แต่สังคมส่วนใหญ่ต่างมีพื้นฐานเดียวกันคือเห็นคนเป็นคน เคารพกฎกติกาที่ร่วมกันสร้างอย่างชอบธรรม ซึ่งปนเปื้อนความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์น้อย เหนียมอายที่มองคนจากบนลงล่าง และเพียรแยกคติทางศาสนาอันฝังรากลึกออก

ที่รัก บุญทำกรรมแต่ง เธอจะก่อกวนทางความคิดอย่างไรให้ได้รสหวาน เรือกสวนไร่นานี้กว้างนัก มากล้นผู้จอมปลอมจากสันดาน ความดิบคือความทน เห็นการฆ่าอย่างมิเอียงอาย อาจเติบโตมาอย่างนั้น มาพร้อมผืนดินเวทีใหม่ เวทีที่เปลี่ยนจากสนามรบในภูมิภาคมาเล่นกันภายใน ตัวผู้เล่นตัดช่วงเวลาหลังห่ามออก ตัวเราไม่มีโอกาสได้สุกงอม แล้วเราก็ปล่อยให้เป็นเช่นนั้น ไม่ต่างเลยการจากก้มหัวน้อมรับ

ครั้งที่จลาจลตามคำเธอ ซึ่งฉันอาจเข้าใจผิด ก็ขอให้เธออธิบายใหม่ จลาจลที่นำมาซึ่งการนองเลือดพร้อมกับได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ บางทีฉันรู้สึกเป็นคำปลอบโยน แค่ชั่วครั้งชั่วคราวมากกว่าจะเรียกได้ว่าเป็นยุคสมัยที่ผู้คนเรืองรองร้องดัง ต่างได้ยินกันและกัน ประการสำคัญ มันไม่ได้ขจัดสิ่งขวางหรือสร้างฉันทาคติร่วมกันเลยว่าเราจะเคารพกฎเกณฑ์ที่คนเท่ากัน ไม่พึ่งพาระดับชั้น อะไรที่ไม่เท่าทันก็ปรับแก้ แต่จะฉีกทิ้งทำลายไม่ได้ ถ้าผู้ใดกระทำก็ต้องรับผิดชอบด้วยชีวิต

กุลิศ เธอเข้าใจดี บ่อยครั้งผู้จะมารับผิดชอบก็สร้างปีศาจร้ายให้ตนเข้าปราบ กดให้ราบ ผู้รับผิดชอบกลายเป็นผู้เข้าครอง ไร้ความผิดทุกประการในนามการปฏิวัติอันห่ามตามคำเธอ มันจะรังสรรค์ควายเขาคม ที่รัก เธอรู้ดี ปุ๋ยโสโครกอาจสร้างท้องทุ่งงามงด ไม่สิ่งใดเหนี่ยวรั้งโลก ทว่าในเรา ความชื่นมื่นแสนสั้น ผู้คนส่วนใหญ่ได้เสพสมกับคุณค่าความเป็นมนุษย์เพียงผ่าน เปลือกกระพี้

แล้วก็ปรากฏแต่จลาจล จะของเรา ของเขา หรือของผู้อื่น หรือบนกระดานความรู้ กุลิศ ฉันขอยืมความในบทความที่ชื่อว่า ‘วันวานที่ไคโร… วันนี้ที่กรุงเทพฯ! คนใหม่-สื่อใหม่-พื้นที่ใหม่-การต่อสู้ใหม่’ ของ สุรชาติ บำรุงสุข ซึ่งพูดถึงคำของ Paul Mason (2012) ‘การปฏิวัติ (อียิปต์) วางแผนบนเฟซบุ๊ก จัดตั้งในทวิตเตอร์ และกระจายเสียงสู่โลกผ่านยูทูบ สำนักงานข่าวของโลกกลายเป็นลำโพงขนาดใหญ่สำหรับนักข่าวสมัครเล่น และขยายผลของการปฏิวัติออกไปทั่วโลก’ ฉันร้อนรน ทำไมกุลิศ ทำไมมันมาไม่ถึงเรา ทั้งๆ ที่ประชาชนถูกเจ้าหน้าที่รัฐ ปฏิบัติตามคำสั่ง ขอกระชับพื้นที่ พื้นที่ใช้กระสุนจริง ฉันได้ยินเสียงร้าวรานในการร่วงหล่นซึ่งคนดูในที่ปลอดภัยไม่รู้สา มีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ และสูญเสีย เปราะบางมิอาจวัด เช่นเดิม ไม่ต้องมีใครรับผิดชอบ (อีกครั้ง) คำกล่าว ภาพฉาย สุ้มเสียงซึ่งดังก้องไปทั่วโลก

ที่รัก เรายังไม่มี ‘การปฏิวัติทวิตเตอร์’ เราเริ่มใหม่ พูด ทำ เขียนกันซ้ำๆ บ่มช้าๆ ความรู้ความเข้าใจคือวัตถุดิบ เราวาดหวัง เรียนรู้เพิ่ม ไม่ดันทุรังดักดาน ทบทวน จะท้าทายให้เปลี่ยนใจได้ ฉันอยากจะใช้ New Light ฉันใช้ได้ไหมกุลิศ จะถูกต้องหรือเปล่า อยากให้เป็นสปิริตแห่งเราเสียด้วยซ้ำไป เราสนุกได้ไม่นาน ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เราไม่เคยหยุดยั้งได้เหมือนกับที่เรายังไม่ได้สร้างสิ่งที่เธอเฝ้าฝัน

ห่ามหนัก ใช้ขื่อใช้แปตนตามแต่ใจแล้วปักป้ายเองว่าชอบ กุหลาบสาวแดงระเรื่อค่อยช้ำ ที่รัก น้ำล้างปลาไม่ใช่คำซึ่งใช้ได้แล้ว หนึ่งหยดถูกถกเถียง ฉันเฝ้าฟัง ไม่ได้คำตอบ แต่เธอคงเดาออกแล้วว่าฉันเห็นควรอย่างไร ฉันโลกสวยไร้เดียงสาไปไหม แล้วถ้าฉันเป็นเช่นนี้ เธอคิดเห็นอย่างไรต่อการปฏิวัติอันสุกงอม สมมติว่าอยู่ในมือฉัน เธอมองฉันแบบไหน (ตามชื่อเธอไหม)

กุลิศ เธอยังเชื่ออยู่ไหมว่าประชาชนจะตื่นรู้ได้ อีกหยดแล้ว เนิ่นนานหรือยัง ฉันควรทำอย่างไรกับ “ให้อยู่ในมือดี ดีกว่าอยู่ในมืออื่น” หรืออาจเรียกในอีกแบบ คืนอีกมากความหมายให้ เรามองว่าเป็นความผิดพลาด เป็นเด็กผู้ดูแลตัวเองไม่เป็น เราเข้าใจผิดไหม ดวงใจฉัน ฉันเห็นเมืองถ่านหินในมองโกเลียกลายเป็นเมืองมลพิษ มนุษย์ปกติไม่ควรจะอยู่ได้ ฉันได้ยินว่าบ้านของชาวอุยกูร์มีแต่ความเงียบ ไม่มีใครกล้าคุยกับคนแปลกหน้าเพราะสิ่งผิดหูอาจนำพาไปถึงค่ายเปลี่ยนชีวิตในนามศูนย์ส่งเสริมการงานอาชีพ

เธอ ชาวฮ่องกงนับหมื่นนับแสนออกมาต่อต้านร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปจีน พวกเขาเหล่าเธอกังวลว่าร่างกฎหมายฉบับนี้จะเปิดช่องให้จีนมีและใช้อำนาจแทรกแซงระบบตุลาการฮ่องกง ตัวอย่างมีให้เห็นแล้ว นักกิจกรรม นักเคลื่อนไหว แม้แต่คนขายหนังสือผู้ถูกกระทำ ถูกยัดข้อหา บังคับสารภาพ เข้าไม่ถึงทนาย น้อยคนจะเชื่อมั่นและวางใจในระบบยุติธรรมของจีน

ที่รัก เราอยู่ใจกลางจลาจลแบบไหน รัฐกระทำกับผู้คนของตัวเอง ผู้ลี้ภัยเต็มไปหมด เพิ่มขึ้นทุกขณะ ความรู้ความเข้าใจอุดมการณ์ไฟฝันแกว่งเป็นลูกตุ้มนาฬิกา ซ้ายทีขวาที ตามเวลารวดเร็วและคติในสถานการณ์ เธอ เธอควรเห็นสภาพการเดินทาง การหนีของชาวโรฮิงญา การขับไล่ของผู้ถือต่าง สุดโต่ง เหตุใด

ฉันย้อนมองตัวเอง ไม่ต่างกัน ไม่แปลกเลย เมืองที่ฉันใช้ชีวิต ความหลากหลายอันงดงามยังเป็นชื่อบังตา คลื่นอีกระลอก New Light ระลอกใหม่กระทบชายฝั่งซึ่งเคยเป็นที่ยกพลขึ้นบก แต่ตอนนี้กลายมาเป็นผืนรองรับการอพยพหนีตาย ชาวซีเรียได้รับอ้อมแขนจากตุรกีแผ่กว้างไปถึงอุ่นอิ่มกรีซ ฯลฯ แม้จะถูกรังงอนอยู่บ้างจากชาวพื้นถิ่นผู้มองว่าถูกแย่งงาน ที่รัก ถ้าเรามองเราเป็นพลเมืองโลก โลกจะเปลี่ยนในทางที่ดีขึ้นไหม โลกที่เคารพความเป็นคนอันต่างซึ่งยืนอยู่บนฐานเดียวกันน่ะ พวกเขา พวกเขาแทบทั้งเมืองจากหลายๆ เมืองปฏิเสธการมีชื่อชิงในโนเบลสันติภาพ พวกเขาเหล่าเธอพูดเหมือนกัน โดยไม่รู้จักกัน ห่างไกลทะเลกั้น คือความเป็นมนุษย์

และแล้ว กุลิศ ฉันได้ท้าทาย ท้าทายแล้วด้วยปากกา กระดาษ และความคิด ซึ่งผลิงามปริแตกในคราวเดียวเกินครึ่ง ฉันรู้สึกถึงสปิริตของฉันใต้เงื่อนไขของเขา ทว่า ฉันขอถอนใจ มันไม่ต่างจากจลาจลหรือปฏิวัติที่ห่ามเลย คำปลอบโยนฝืนกลืน เราได้ท้าทายแล้ว เราได้ท้าทายแล้วบนดวงหน้าน้อยเนื้อต่ำใจ

กุลิศ อะไรที่ทำให้เราต้องคุยกันอย่างนี้ อาจอยู่เบื้องหน้าเธอ อาจอยู่ในใจเธอเมื่อเอ่ยชื่อฉัน เธอในฐานะผู้ถือความรู้ เธอได้รับความคุ้มครอง ซึ่งโอกาสของฉันต่างออกไป และถ้าฉันมี (สิ่งนั้น) ฉันจะคืนให้ สุดท้ายนี้กุลิศ เรา (เชียงใหม่ ขอนแก่น อุบลราชธานี สระบุรี ปาตานี ฯลฯ) ต้องการอะไร เราควรเป็นสิ่งไหน จริงจังเพียงใด จริงจังในแบบที่ทำให้ถูกรับฟังด้วยความใส่ใจจริงๆ

ฉันควรจบตรงก่อนหน้านี้แล้ว บังเอิญเหลือเกิน เพื่อนที่ดีของฉันส่งมาให้ ฉันพบความนี้ (ใน What’s up with Catalonia?) What Catalans Want: Could Catalonia be Europe’s Next State? ซึ่งออกจะพ้นสมัยไปเสียแล้ว ครั้งนั้นจบด้วยการจากไป หากแต่ความรู้ยังอยู่ ไม่คาดฝันกับรู้สึก เจอโลกใหม่ไปจนถึงที่ที่ไร้ State ฉันตกอยู่ในภวังค์ เวียนวน ที่ใดกันที่เราจะพูดได้ว่า เราคือ Nation ปลดแอกแล้ว เราสามารถออกแบบมันได้ด้วยตัวเอง ที่รัก เมื่อไหร่ หลังแตะไหม เท่านั้นน่ะหรือ

ฟาตีมะห์’

 

ค่ำคืนใกล้รุ่งเงียบสงัด เอาไปเอามา ไม่ต่างจากความร้างก่อนเข้าครอง ฟาตีมะห์พิมพ์ข้อเขียนออกมาวางบนโต๊ะสะอาดเรี่ยม จดจ้องถ้อยความเหนือหนังสือชื่อ ‘เมื่อตุลาการเป็นใหญ่ในแผ่นดิน’ ทับกระดาษด้วยยูเอสบีแฟลชไดรฟ์ หมุดคณะราษฎรจำลองทำจากโลหะอยู่ในมือบาง เธอโยนขึ้นลงเบาๆ เหมือนพวงกุญแจรถ ครุ่นคิด แล้วเดินจากมาพร้อมความคำนึงในอก คำคำนึงซึ่งเป็นภาษาทางการสำเนียงชัด

กุลิศ บางที เพื่อไม่ให้เป็นไปตามอำเภอใจ ใช้อำนาจตามอารมณ์

เธอ บางที เพื่อให้สรรพสิ่งถูกตีความตามกรอบ จากสลายเส้นแบ่งที่ภายนอกแล้วลบยาวถึงเรา

ที่รัก เพื่อให้วัฒนธรรมที่เป็นการศึกษา/ความรู้บ่มเพาะบำรุงเลี้ยงสังคมจนเผด็จการในนามใดไม่สามารถปล้นอำนาจไปจากเราได้อีก

เพื่อให้ประชาธิปไตยมีลมหายใจ ได้เดิน และก้าวหน้าในตัวมันเองอีกครั้ง

เพื่อไม่ให้ความเป็นพลเมืองโลกกลายเป็นคำปลอบโลมฝืนกลืนเช่นความเบาหวิวไม่ทำให้หัวใจเอมอิ่ม หนำจะยังความเจ็บปวดให้เรื้อรังต่อไป

ต้องแตะ ต้องจากไป ฉันจะออกไปอีกครั้ง เหมือนการงานในแต่ละวัน จะห่ามจะงอม ช่างมัน เวลาไม่ใช่ของเรา ไม่รอสิ่งที่ยังไม่มาถึงหรือจะมาถึงในสักวันหนึ่งอีกแล้ว อนาคตไม่ใช่ของเรา ซึ่งจะปล่อยผ่านให้ยุคสมัยเลยไปถึงจุดนั้นเองไม่ได้ บ้านเรากำลังไหม้ ลุกลามใหญ่โตถึงที่ทำกิน กินลึกถึงจิตวิญญาณความเป็นคน

 

แมวสิดมองนาย เข้าสังคมไม่เป็น ไม่ใช่คนดีเด่ ไม่น่าคบ จึงอยู่ลำพังเพื่อเลี่ยงการสร้างปัญหาให้คนอื่น ชาตินี้ถึงไม่ฉลาดสักที