อ่าน: เพื่อการอ่าน

อธิบายไวยากรณ์ลาวอีสาน

หมายเหตุผู้อธิบาย: ความงดงามอย่างหนึ่งของภาษาสเปน คือการที่มันเรียงคำในประโยคได้หลากหลายวิธี จะเอากริยาหลักขึ้นก่อน บุพบทวลีขึ้นก่อน หรือเอากรรมขึ้นก่อนก็ได้ หรือจะแทรกวลียาวๆ ก็ไม่มีปัญหาแม้กระทั่งในเนื้อเพลงกระแสหลัก อย่างเพลง “Amar Así” ของ Bomba Estéreo ที่มีเนื้อร้องท่อนหนึ่งว่า

Y en tus ojitos / และในดวงตาคู่นั้นของเธอ
verde manzana / สีเขียวแอ๊ปเปิ่ล
yo todos los días / ฉันทุกๆ วัน
quiero vivir / อยากอาศัยอยู่

หรืออย่างเพลง “Amor Eterno” ของ Juan Gabriel / Rocío Durcal ท่อนฮุกว่า

Como quisiera / อยากเหลือเกิน
que tú vivieras / ให้เธอยังมีชีวิตอยู่
que tus ojitos / ให้ดวงตาคู่นั้นของเธอ
jamás se hubieran cerrado nunca / ไม่เคยต้องปิดลงไม่เคย
y estar mirándolos / และได้มองพวกมันอยู่ร่ำไป

พาให้ชาวต่างชาติต่างภาษาอย่างเราสับสนว่า “ได้มองพวกมันอยู่ร่ำไป” นี่ใครมอง พวกมันคือใคร? ก็จนเข้าใจว่า อ๋อ มันสืบเนื่องมาจากถ้อยคำบรรทัดแรก ว่า “อยากเหลือเกินที่(ฉันจะ)ได้มอง(ดวงตาคู่นั้น)อยู่ในตอนนี้” นี่เอง ปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้เพราะระบบการผันกริยาที่ซับซ้อนและตัวติดสอยห้อยตามคำที่รุงรัง ทำให้สลับตำแหน่งชิ้นส่วนประโยคได้แทบจะตามใจนึกโดยไม่ผู้อ่านผู้ฟังยังจับความได้ ตลอดจนละคำสรรพนามได้สะดวก

(อาการละคำสรรพนามมีส่วนคล้ายในภาษาไทย-ลาว คือเป็นการไม่เน้นตัวผู้พูดเมื่อไม่จำเป็น แม้ในภาษาไทยจะมีเหตุผลจำเป็นที่เฉพาะเจาะจงกว่า ประธานประโยคในภาษาสเปนฝังอยู่ในคำกริยาที่ผันแล้ว จึงพูดสรรพนามเฉพาะเวลาอยากเน้น แต่ผู้ใช้ภาษาไทยเลี่ยงสรรพนามเพื่อเลี่ยงการสวมบทบาทที่มันไม่ใช่ เพราะไม่มีคำสรรพนามที่เหมาะสำหรับสถานการณ์ที่ตนเป็นสามัญชนคนธรรมดา จนทุกวันนี้มีคนโดยเฉพาะผู้หญิงจำนวนมากใช้คำว่า “นี่” เป็นคำสรรพนามแทนตัวเอง เช่น “นี่ก็ไม่เคยไปนะไอ้ค่อนสยามอ่ะ มันคืออะไรเหรอ”—แม้แต่คำว่า “มัน” บางทีใช้กับบางเรื่องแล้วผู้ฟังก็กลับระคายหูซ้ำ)

ตลอดกระบวนการทำงานแปล ท่งกุลาลุกไหม้ เราสำเริงสำราญไปกับการเรียนรู้โครงสร้างประโยคหลายแบบของลาวอีสานที่เราไม่รู้จักมาก่อน อย่างเช่นการนิยมยกกรรมขึ้นหน้าประโยค ต่างจากความนิยมภาษาไทยมาตรฐาน “หมามันเห่า เจ้าบ่ได้ญิน” “เข้าพอกำกะบ่มี” และเราก็ได้เรียนรู้ไวยากรณ์หลายๆ อย่างที่ผิดแปลกไปจากมาตรฐานไวยากรณ์ไทย ทว่าถูกวากยสัมพันธ์ของลาวอีสาน อย่างเช่น “ข้อยจนฮ้องไห้” แปลว่า “จนฉันถึงกับร้องไห้” หรืออย่าง “ข้อยทันได้กินเข้าอยู่” แปลว่า “ฉันยังไม่ทันได้กินข้าวเลย”

จึงได้รวบรวมรูปไวยากรณ์ที่งดงามและอาจก่อความสับสนเหล่านี้มาไว้ ณ ที่นี้ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกสำราญทางการอ่านสำหรับทุกท่าน

พีระ ส่องคืนอธรรม / ธันวาคม 2018


1. คำที่อาจมีความหมายผิดจากที่คุ้นเคย

นำ

  • นำ หมายความว่า “ตาม” อย่างใน “ติดตาม” เช่น “บักผู้มันนำไป” หมายความว่า “ไอ้หมอคนที่ตามไป” มิได้หมายความว่า “คนที่มันนำไป”
  • ทั้งนี้ คำว่า “ตาม” ในความหมายว่า “แล้วแต่” ในลาวอีสาน ใช้ ตาม เช่นกัน เช่น ตามใจ ✔ ใน “บ่อยากเซี่ยกะตามใจเจ้า”
  • นำหน้า หมายความว่า นำหน้า
  • นำหลัง หมายความว่า ตามหลัง
  • นำทาง หมายความว่า ตามทาง
  • นำกัน หมายความว่า ด้วยกัน

ทัน

  • ทัน อาจหมายความว่า “ทัน” หรือ “ไม่ทัน” ก็ได้ แล้วแต่บริบทประโยค
  • อย่างเช่น “หลังจากญ่างมาหลายซั่วโมงคักโดยทันได้พ้ออีหญัง แม้แต่ฮ่มไม้จักฮ่ม” ในกรณีนี้หมายความว่า “ไม่ทันได้เจออะไร”
  • หรืออย่างเช่น “พ่อลุงเพิ่นคาแต่กู้ฟืน เพิ่นเลยทันได้สังเกต” ในกรณีนี้หมายความว่า “เขาเลยไม่ทันได้สังเกต”
  • แต่อย่างใน “ลาวเห็นซุมมันทันการ ลาวมักสิหมานเห็นอีหญังทันการตลอด” ในกรณีนี้หมายความว่า “ทัน”
  • ทั้งนี้ ก็ปรากฏรูป บ่ทัน ที่หมายความว่า “ไม่ทัน” เช่นกัน อย่างเช่น “ทางกูกะมาสวยคือกัน มาบ่ทันมึงมา”

คือ

  • คือ อาจหมายความว่า “เหมือน” หรือ “ทำไมถึง” ก็ได้
  • อย่างเช่น “นางเป็นสมบัติของเอวเรมิโย เซดีโย ซายเดียวผู้ได้ขี่ได้ซ้อนนางคือเป็นเจ้าของ” ในที่นี้หมายถึง “เหมือนเป็นเจ้าของ”
  • หรืออย่าง “อีแม่ข้อยบ่เข้าใจว่าเป็นหญังพระผู้เป็นเจ้าคือมาลงโทษทัณฑ์เพิ่น” ในที่นี้หมายถึง “คุณแม่ผมไม่เข้าใจว่าทำไมพระผู้เป็นเจ้าถึงมาลงโทษทัณฑ์ท่าน”
  • หรืออย่าง “คือฝนสิตก” หมายถึง “เหมือนฝนจะตก”
  • คือสิ หมายความว่า “คงจะ” อย่างเช่น “เพิ่นคือสิเมามาแต่หม้องอื่น” ในกรณีนี้หมายความว่า “เขาคงจะเมามาจากที่อื่น”
  • คือกัน หมายความว่า “เหมือนกัน” อย่างเช่น “ทางกูกะมาสวยคือกัน มาบ่ทันมึงมา”
  • ทรงคือ หมายความว่า “ท่าทางเหมือน” อย่างเช่น “บ่ได้แต่งองค์ทรงเคื่องมาออกเศิก ทรงคือผ่านทางมาเฮ็ดแนวอื่นซื่อๆ” แต่ถ้าไม่มีคำต่อท้ายจะหมายถึง “ท่าทางใช้ได้”
  • ทั้งนี้ คือ มีใช้ในความหมาย “คือ” เช่นกัน อย่างเช่น “กะคือว่า ญามนั้นธุระข้อยหลายคัก” หมายถึง “ก็คือว่า ตอนนั้นธุระฉันมากเหลือเกิน”

แต่กี้

  • แต่กี้ หมายความว่า “เมื่อก่อน” “แต่ก่อน” มิได้หมายความว่า “เมื่อกี้นี้” ปรากฏรูป แต่กี้แต่ก่อน เช่นกัน  อย่างเช่น “กะพอดีบักอาร์มานซิโย อัลกาลาโผ่มา มันเป็นผู้รับใซ้และผู้ส่งสารของเปโดร ซาโมรา มาแต่กี้แต่ก่อน”
  • สำหรับคำที่หมายความว่า “เมื่อกี้นี้” ใช้ หว่างหั้น หลายคนนิยมสะกด วังหั่น อย่างเช่น “เฮาพากันจ้องหน้า เปโดร ซาโมรา ถามเพิ่นด้วยแววตาว่ามันเกิดอีหญังขึ้นหว่างหั้น” และทราบมาว่าถ้าเป็นทางหนองคาย จะใช้ วังญา

2. คำที่วางในตำแหน่งที่อาจไม่คุ้นเคย

จน

  • จน เมื่อวางหลังประธานโดยไม่มีวลีขยายอยู่ด้านหน้า อาจหมายความว่า “ถึงกับ” เช่น “เพิ่นจนต้องญ้ายหนีไปเอลกรูโย” หมายความว่า “เขาถึงกับต้องย้ายหนีไปเอลกรูโย”
  • จนว่า หมายความว่า “จนกระทั่ง” “จนถึงกับ” แต่ถ้าวางอยู่ท้ายประโยคอย่างเน้นเสียง เป็นคำขยายให้เห็นอาการย้ำคิดย้ำทำ เช่น “ลางเทื่อเฮาปะสาทจ๊นว่า ส่ำเห็นเงาเมฆกะใจหายใจคว่ำ”

เทื่อ เที่ย

  • เทื่อ นอกจากจะหมายความว่า “ครั้ง” “ที” เช่น ลางเทื่อ เทื่อนี้
  • ยังหมายความว่า “กว่า” ในรูป เทื่อสิ หรือ “กว่าจะ…” ด้วย อย่างเช่น  “ซุมข้อยลำบากหลายเด๊ะเทื่อสิพ้อเจ้า” หมายความว่า “พวกฉันลำบากมากนะกว่าจะเจอเธอ” ความหมายนี้ปรากฏใช้คำว่า ซั่ว ชั่ว เช่นกัน อย่างเช่น “แต่ซั่วสิฮู้เรื่องทังเหมิด”

ซื่อ

  • ซื่อๆ หมายความว่า “เฉยๆ” เช่น “ลาวเฮ็ดเล่นซื่อๆ” หมายถึง “แกทำเล่นเฉยๆ”
  • ซื่อ หมายความว่า “ตรง” ทั้งในความหมาย “ไม่เอียง” อย่างเช่น “คนซื่อ เฮ็ดแบบตงไปตงมานี่คือกู” และในความหมาย “ณ ตำแหน่ง” อย่างเช่น “เฮานอนหงายเฮียงแถวกันซื่อตีนกำแพง”

บัก

  • บัก นอกจากจะใช้เรียกแทนผู้ชายหรือสัตว์เพศผู้แล้ว ยังสามารถใช้เรียกสิ่งของบางอย่างได้ด้วย เช่น “บักปิ่นลมเด็กน้อย” หมายถึง “กังหันลมเด็กเล่น”
  • บักคัก บักใหญ่ บัก… เป็นการขยายความให้เข้มข้นยิ่งขึ้นกว่า คัก ใหญ่ … เฉยๆ และฟังดูเป็นภาษาพูดมากยิ่งขึ้นด้วย

มา

  • มา นอกจากการใช้ต่างๆ ทำนองเดียวกับคำว่า “ไป” แล้ว ยังสามารถใช้ขึ้นต้นประโยคเพื่อสื่อถึงน้ำหนักของถ้อยคำได้ด้วย อย่างเช่น “หืย มาซ่างว่าแท้! ลูกัส ลูกาเตโร” หมายถึง “ชิชะ ช่างมาพูดได้นะ! ลูกัส ลูกาเตโร”
  • หรืออย่าง “มาสิญอมให้เขาฆ่าบ่ได้ บ่ได้เด็ดขาด” หมายถึง “จะยอมให้เขาฆ่าตอนนี้ได้ยังไงกัน ไม่ได้เด็ดขาด”

แม้ แหม แมะ

  • แม้แต่ ใช้ได้เหมือนภาษาไทยมาตรฐาน แต่ “แม้” “แม้ว่า” โดดๆ นั้นมักใช้ แม่นสิ แม้นว่า
  • เมื่อใช้ แม้ แหม แมะ ลงท้ายประโยค เป็นการเพิ่มน้ำหนักให้สิ่งที่กล่าวมา โดยอาจลงท้ายคำสั่งหรือคำบอกเล่าก็ได้ อย่างเช่น “เบิ่งแหน่แหม” หรืออย่าง “อีเฒ่าซุมนี้นี่แม้!”
  • เมื่อใช้ ทะแม้ แหน่แหม แหน่แม้ ลงท้ายประโยค หมายความว่านั่นเป็นประโยคคำสั่ง อย่างเช่น “หาหญังแดกฮูปากบักขี้เมาทะแม้!” หมายถึง “หาอะไรยัดปากไอ้ขี้เมาหน่อยซิวะ!” การเลือกประกบคำและใช้เสียงวรรณยุกต์และความยาวสระหลากหลายบ่งถึงน้ำหนักคำสั่งและภาวะอารมณ์ที่ต่างกัน

3. คำอเนกประสงค์

จั่ง

  • จั่ง หมายความว่า “อย่าง” อย่างเช่น “จั่งข้อยบอกไป” หมายถึง “อย่างที่ฉันว่าไป,” “คนจั่งข้อย” หมายถึง “คนอย่างฉัน” ปรากฏรูป จั่งซี้ จั่งซั้น
  • แต่ไม่ใช้ขยายความในทำนอง “อย่างมาก” “อย่างทุกข์ทน”
  • จั่ง ใช้ในความหมายว่า “ค่อย” ก็ได้ อย่างเช่น “มันต้องเอาบักจกก่นลงไปเป็นฮู จั่งค่อยหย่อนเมล็ดใส่” ปรากฏรูป จั่งค่อย เช่นกัน
  • คือจั่ง ใช้ในความหมายว่า “เหมือนอย่าง” หลายครั้งใช้แปลคำภาษาสเปนคำเดียวกับที่แปลมาเป็นคำว่า พอปาน ปานว่า [como si] แม้น้ำหนักการเปรียบเปรย “เหมือนอย่าง” จะไม่เทียมเท่า “พอปาน”
  • จั่งแม่น ใช้ขึ้นต้นความที่ผู้พูดต้องการเน้นกล่าวกระทบกระเทียบอย่าง “ควมทรงจำของคนอาญุปานนี้จั่งแม่นมันตั๋ว” หมายความว่า “มันหลอกกันเสียเหลือเกิน ความทรงจำของคนอายุปูนนี้”
  • จั่งว่า มีหลายความหมาย อาจเป็น 1) การพูดขึ้นต้นก่อนจะเล่าเรื่องหรือร่ายกลอน ทำนองเดียวกับ “มาจะกล่าวบทไป” หรืออาจเป็น 2) การพูดทวนความย้อนหลังที่ตนเคยกล่าวแล้ว ทำนองเดียวกับ “อย่างที่ว่าไป” หรืออาจเป็น 3) การพูดขึ้นประโยคเพื่อสร้างน้ำเสียงที่ทำให้สิ่งที่จะกล่าวตามมาฟังดูเป็นภาษาพูดทั่วไป ไม่หนักแน่นนัก ดังที่ปรากฏในชื่อเรื่องสั้น “จั่งว่าเฮาทุกข์ญากหลาย” [“Es que somos muy pobres”]

แม่น

  • แม่น โดดๆ หมายความว่า “ใช่” เช่น “คือสิแม่น” หมายถึง “คงจะใช่”
  • แม่น กะแม่น ใช้ในความหมายว่า “เป็น” หรือ “คือ” ได้ อย่างเช่น “บักนั่นแม่นเมลีตอน” หมายถึง “คนนั้นคือเมลีตอน”
  • คันแม่น ใช้ในความหมายว่า “ถ้าหาก” ปรากฏรูป แม้น อยู่บ้างเช่นกัน
  • แม่นสิ ใช้ในความหมายว่า “ถึงแม้จะ” อย่างเช่น “ลาวสิปกปักฮักษาซีวิตไว้แม่นสิเกิดหญังกะซ่าง”
  • สิแม่น ใช้ในความหมายว่า “หรือว่า” อย่างเช่น “สิแม่นลาวอยากหาเรื่องตีมึงแล้วมึงเลยตีสวนไปก่อนฤๅ”
  • ว่าแม่น หมายความว่า “นึกว่าเป็น” อย่างเช่น “ซานฆวนลูบีนา ฟังชื่อนั่นว่าแม่นวิมานฟ้า แต่อีหลีแล้วเป็นแดนล้างบาปล้างเวร”

บัด บาด

  • บัด อาจใช้ขึ้นต้นประโยคหรือวลีเพื่อหมายความถึงการบอกช่วงเวลา เช่น บัดนั้น บัดนี้ บัดเทื่อนี้ บัดห่า บัดพอ บัดญาม บัดคาว บัดเพิ่นมา…
  • แต่ บัดนี้ ก็สามารถใช้ลงท้ายประโยคเพื่อเน้นความได้ด้วย ไม่ได้บ่งบอกกาลเวลาเสมอไป ทำนองเดียวกับการลงท้ายประโยคด้วย “ล่ะทีนี้” ในภาษาไทยมาตรฐาน อย่างเช่น “ญามต้องมาเฮ็ดเวียกอยู่นี่ สิหาบ่อนใดบังแดดละบัดนี้?”
  • หรืออย่าง “ผมมาบอกเจ้าอันที่ผมฮู้ กลายมาเป็นว่าผมเป็นผู้ปกปิดผู้ร้ายซั้นบ้อ? มันเป็นจั่งซี้แล้วบัดนี้” ออกเสียงตามสำเนียงอีสานกระแสหลักได้ประมาณว่า บาดหนิ
  • บัดใด๋แล้ว หมายความว่า “ในที่สุด” “สุดท้ายแล้ว” อย่างเช่น “วงดุริญางค์เพิ่นมาสวยญ้อนเหตุว่ารถทังเหมิดถืกใซ้ไปกับคณะท่านผู้ว่าฯ ซุมนักดนตีกะเลยต้องญ่างมาเอง บัดใด๋แล้วกะฮอด”
  • บัดใด๋แท้ หมายความว่า “จริงๆ แล้ว” ในเล่ม ท่งกุลาลุกไหม้ ไม่ปรากฏคำนี้ แต่แบ๊งก็เคยเขียนเสนอให้ใช้อยู่ แต่เนื่องจากตอนนั้นไม่เคยได้ยิน เลยไม่กล้าใช้ ปรากฏว่าตอนนี้ไปสถิตบนเนื้อเพลง “คิดไปเอง” ของ ไอดิน อภินันท์ ไปสาแล้ว ก็จะพบในรูป “อีหลีแล้ว” แทน อย่างเช่น “ซานฆวนลูบีนา ฟังชื่อนั่นว่าแม่นวิมานฟ้า แต่อีหลีแล้วเป็นแดนล้างบาปล้างเวร”

คัก

  • คัก นอกจากเป็นคำขยายเพิ่มน้ำหนักคำคุณศัพท์ทำนอง “สุดๆ” แล้ว ยังสามารถใช้โดดๆ ในความหมายว่า “สุดยอด” “เริ่ด” ได้เช่นกัน เช่น “อันเรื่องสี้เรื่องเซิงหนิ ผู้ใด๋คัก เจ้าฮู้บ่?”
  • คัก สามารถใช้สื่อถึงการเห็นชัดฟังถนัดด้วย เป็น เห็นคัก ได้ญินคัก
  • คักๆ หมายความว่า “เน้นๆ” หรือ “แน่ๆ” อย่างเช่น “เพิ่นสิเอาไปซ่าเป็นเรื่องหีนะคักๆ” หมายความว่า “เขาต้องเอาไปลือเป็นเรื่องอื้อฉาวต่ำช้าแน่ๆ”
  • หรืออย่าง “ฟาดหินใส่กบาลคักๆ เทื่อเดียวมันกะต้องดับแนวคาหม้อง” หมายความว่า “เหวี่ยงหินใส่กบาลเน้นๆ ครั้งเดียวมันก็ต้องตายคาที่”

ญัง

  • ญัง นอกจากเป็นคำกริยาช่วยทำนองเดียวกับ “ยัง” ในภาษาไทยมาตรฐานแล้ว ยังมีใช้อีกหลายความหมาย ได้แก่
  • ญังญัง หมายถึง “ยังมีชีวิตอยู่” ญัง หมายถึง มีชีวิต อย่างเช่น “บัดญามซุมผู้ที่ญังเริ่มคานออกมาจากซากเหล็กตู้รถไฟ”
  • ญังแต่ บ่ญัง หมายความว่า “เหลือแต่” “ไม่เหลือ” ตามลำดับ อย่างเช่น “ซุมแฮ้งกะสิกินซากจากทางใน จกไส้จกพุงออกมาจนว่าญังแต่หนัง” หรืออย่าง “แม้แต่หมาญังดับแนวบ่ญังผู้ใดสิเห่าหอนใส่ควมมิด”

4. คำเชื่อมที่อาจไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน

  • หน่อยบ่นาน หมายความว่า “ในไม่ช้า” ใช้ขึ้นต้นความ เป็นสำนวนวรรณคดี-หมอลำ ไม่พูดกันในชีวิตประจำวัน
  • กะซาม เป็นคำเดียวกับ กะซ่าง หรือ “ก็ช่าง” ปรากฏในวรรณคดีไทยโบราณ
  • กะดาย เป็นคำใช้ลงท้ายประโยคเพื่อใส่อารมณ์ ไม่มีความหมายในตัวเอง อย่างเช่น “เจ้ากะบ่ซ่อยข้อยเลยน้อ ประสาควมหวังส่ำนี้กะดาย”
  • จ้อย เป็นคำใช้ลงท้ายประโยคหรือคำ ความหมายทำนอง “ซะงั้น” หรือ “(หาย)ไปเลย” เป็นการลงน้ำเสียงเน้นประโยคปฏิเสธหรือเน้นคำที่มีเนื้อหาของการสูญหาย อย่างเช่น มิดจ้อย เสียจ้อย หายจ้อย บ่มีจ้อย ลงไปแล้วออกบ่ได้จ้อย
  • ดู้ ดู๊ เป็นคำลงท้ายประโยคขอร้อง พูดกันอยู่แถวอื่น แถวเมืองศรีสะเกษไม่เคยได้ยิน
  • ไป่ เป็นคำลงท้ายประโยคคำถาม พูดกันอยู่แถวอื่น แถวเมืองศรีสะเกษไม่เคยได้ยิน คำเดียวกับที่ปรากฏในวรรณคดีไทยโบราณ ตกหล่นหายไปกลางทางระหว่างการขัดเกลาสำนวนแปล ท่งกุลาลุกไหม้
  • ผัด หมายความว่า “แต่ทว่า” “แต่กลับ” มีปรากฏรูป ผั่น ผั้น ด้วย
  • พวม หมายความว่า “กำลัง” นิยมใช้ในรูป พวมสิ หมายความว่า “กำลังจะ” “จวน”
  • ซ้ำ เป็นคำลงท้ายประโยคหมายความว่า “ด้วยซ้ำ”
  • ถืก หมายความว่า “ถูก” ทั้งในความหมาย “ถูกต้อง” เป็น ถืกต้อง และในการบ่งบอกว่าเป็นประโยคกรรมวาจก หรือ passive voice อย่างเช่น “คืนที่มันถืกถิ้มไว้ผู้เดียว”
  • ตำอิด หมายความว่า “แรก” ส.ป.ป. ลาว เขียน ທຳອິດ ใช้โดดๆ หรือใช้ประกอบคำอื่นเช่น “เทื่อตำอิด” “คนตำอิด” ก็ได้ ปรากฏรูป ตำอิดตำก่อ ตำอิดตำอ่อ เช่นกัน เวลาผู้เฒ่าผู้แก่เล่าเรื่องครั้งหลัง
  • ลุน หมายความว่า “หลัง” ใช้ใน บัดลุน บาดลุน ลุนมา หมายถึง “คราวหลัง” “ทีหลัง” “หลังจากนั้นมา” ปรากฏในตำแหน่งอื่นด้วย อย่างเช่น “ซุมเด็กน้อยเกิดใหม่ใหญ่ลุนกะเสียจ้อยจากหั้นไปแล้ว” หมายถึง “พวกเด็กน้อยเกิดใหม่โตมาทีหลังก็หายหัวจากที่นั่นไปแล้ว”
  • ประสา หมายความว่า “กะอีแค่” มักมาคู่กับคำว่า ส่ำ ส่ำนี้ ซึ่งหมายความว่า “แค่” “แค่นี้” อย่างเช่น “เจ้ากะบ่ซ่อยข้อยเลยน้อ ประสาควมหวังส่ำนี้กะดาย”
  • เป็นหญัง นอกจากความหมายว่า “เป็นอะไร” อาจหมายความได้ว่า “ทำไม” เมื่อขึ้นต้นประโยค อย่างเช่น “ข้อยจั่งได้ฮู้ว่าเป็นหญังเพิ่นจั่งโทษข้อยว่าเป็นผู้ฆ่าอ้ายเพิ่น” หรืออาจหมายความว่า “จะเป็นอะไร” เมื่อลงท้ายประโยค อย่างเช่น “ไปแหน่เป็นหญัง”
  • ว่าแต่ หมายความว่า “ขอแค่” อย่างเช่น “ว่าแต่ไปถึง ส่ำได้อยู่ต่อหน้าพระแม่ โรคภัยเพิ่นกะสิส่วงเซาหายเสี้ยงบ่มีหญังเจ็บอีก”
  • สัง หมายความว่า “อะไร” “ทำไม” อย่างเช่น “สังข้อยสิไลลืมเจ้า ญังว่าเจ้ามีอีหญังที่ลืมบ่ได้” คำรากเดียวกับ อีหญัง
  • โพด คำลงท้ายหมายความว่า “เกินไป” อย่างเช่น “อยู่พี้มันใกล้ควมสำนึกผิดกับควมทรงจำที่เฮามีต่อตานีโลหลายโพด” แต่ โพด ก็อาจเป็นคำลงท้ายที่หมายถึง “ต่างหาก” “ละไม่ว่า” ได้ อย่างเช่น ตัวละครหนึ่งกล่าวว่า “หล่อนมีกลิ่นสาบบริสุทธิ์เด้” แล้วอีกตัวละครหนึ่งสวนทันควันว่า “กลิ่นผีห่าเหมิดเมืองโพด”

กลับสู่หน้าหลักของ ท่งกุลาลุกไหม้ ฉบับคู่หู