อ่าน: เพื่อการอ่าน

ประชุมบทวิเคราะห์วิจารณ์จากผู้อ่าน



(Para una versión en español, véase más abajo)

หมายเหตุผู้วิเคราะห์วิจารณ์: เรามีโอกาสได้อ่านรวมเรื่องสั้นเล่มนี้ครั้งแรกตอนเรียนปีสามที่มหาวิทยาลัยสวาธมอร์ ภาคเรียนฤดูใบไม้ผลิปี 2014 ตอนไปเรียนเทอมหนึ่งที่เม็กซิโก เนื่องจากทางมหาวิทยาลัยเขี้ยว ไม่เชื่อถือว่าโปรแกรมที่เราเลือกไปมีมาตรฐานการสอนภาษาสเปนที่เข้มข้นพอ อาจารย์เลยบังคับให้อ่านหนังสือเพิ่มเติม 6-7 เล่ม และให้เขียนเรียงความสั้นๆ เล่าปฏิกิริยาต่อการอ่าน 4 ชิ้น หนังสือ El Llano en llamas ของ Juan Rulfo ก็เป็นหนึ่งในเล่มที่ได้อ่าน

เรียงความส่งครูชื่อ Nanci Buiza เขียนแบบซั่วๆ งมซาวไป เพราะตอนอ่านครั้งแรกก็อ่านแบบเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่หลายๆ อย่างทำให้นึกถึง ฟ้าบ่กั้น เลยได้ทีงัด “วรรณกรรมแห่งฤดูกาล” มาเป็นกรอบคิดทำความเข้าใจหนังสือเล่มนี้เสียเลย แล้วก็ดัดจริตปลดกระฎุมพีระมากๆ อ่านแล้วก็อาย แต่ก็หน้าไม่อายพอจะเอามาเผยแพร่ข้างล่างนี้เป็นฉบับภาษาไทย ส่วนฉบับภาษาสเปนอยู่ถัดลงไปอีก (ตรงไหนที่ใช้คำมั่ว ใช้ไวยากรณ์ผิด แล้วมาจับได้เมื่ออ่านตอนนี้ เราใส่ [sic] กำกับไว้ และแน่นอนว่ายังจับผิดภาษาตัวเองไม่หมด)


พีระ ส่องคืนอธรรม / El Llano en llamas ของ Juan Rulfo / 18 เมษายน 2014

“ถ้าจะได้มีการพยายามจะจัดในหมวดหมู่วรรณกรรมหนังสือเล็กๆ เล่มนี้คงจะมีฐานะเป็นได้เพียง ‘วรรณกรรมแห่งฤดูกาล’ ฤดูกาลแห่งความยากไร้และคับแค้นซึ่งเป็นฤดูกาลที่ยาวนานมากของประเทศไทย”

ลาว คำหอม, คำนำผู้เขียน ฟ้าบ่กั้น ฉบับภาษาสวีดิช (1958)

คำกล่าวข้างต้นของนักเขียนชาวไทยส่องสะท้อนแนวทางทางวรรณกรรมของ El Llano en llamas ของ Juan Rulfo (ทศวรรษที่ 1950s) ผลงานสองเล่มนี้มีอะไรหลายๆ อย่างคู่ขนานกัน (เรื่องส่วนใหญ่ของทั้งสองเล่มตีพิมพ์ในทศวรรษ 1950s สมัยที่สหรัฐอเมริกาขึ้นสู่ภาวะอำนาจเจ้าจักรวรรดิ ทั้งสองเล่มเป็นรวมเรื่องแต่งขนาดสั้นเกี่ยวกับบุรุษเบี้ยล่าง (มากกว่าสตรี) ทั้งสองเล่มพรรณนาภาพความทุกข์ยากของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสังคมด้วยท่วงทำนองที่ละเอียดลออแต่ไม่ฟูมฟายและเกือบจะหน้าตาย) เหนืออื่นใด หนังสือสองเล่มนี้เหมือนกันตรงที่การถูกเชิดชูขึ้นเป็นแบบอย่างทางวรรณกรรม ผู้ประพันธ์ทั้งสองได้รับรางวัลระดับชาติ ชะตากรรมที่น่าเศร้ามากๆ ชะตากรรมหนึ่งของหนังสือ ฟ้าบ่กั้น หลังจากช่วงหนึ่งที่ถูกเผด็จการเซ็นเซอร์แล้ว ก็กลายเป็นว่าภาพอธิบายความยากจนข้นแค้นของผู้คนถูกช่วงใช้อย่างผิดๆ โดยชนชั้นนำอนุรักษนิยมว่านี่ไงหลักฐานว่าคนจนในภูมิภาคชนบทมีลักษณะล้าหลัง-โง่เง่า-ป่วยไข้แบบนี้ติดตัวมาแต่ไหนแต่ไร ปรากฏว่าเรื่องเล่าทั้งหลายไม่ได้ปลุกจิตสำนึกผู้อ่านดังที่ผู้ประพันธ์หวัง กลับกลายเป็นตรงกันข้าม สำหรับเรียงความชิ้นนี้ ข้าพเจ้าอยากจะตั้งประเด็นด้านกระแสตอบรับต่อ El Llano en llamas ในเมื่อเรื่องสั้นในเล่มเป็นหนังสือภาคบังคับสำหรับนักเรียนชาวเม็กซิกัน เนื่องจากเข้าไม่ถึงข้อมูลเชิงประจักษ์และไม่มีพื้นที่สาธยาย ในที่นี้ข้าพเจ้าจะไม่ค้นคว้าไปถึงการตอบรับจริงๆ ตลอดจนผลทางอุดมการณ์ที่ตามมา แต่จะวิเคราะห์เฉพาะสไตล์การเล่าเรื่องแบบละเอียดลออและหน้าตายในเรื่องเล่าบางเรื่องของเล่ม เพื่อที่จะใคร่ครวญถึงภัยอันตรายที่ El Llano en llamas อาจตกเป็นเหยื่อถูกบิดพลิ้วให้รับใช้อุดมการณ์แบบครอบงำต่างๆ

การเล่าเรื่องแบบอ้อมค้อม ค่อยๆ เผยแพลมความออกมา ไม่พรั่งพรูทีเดียว ทำให้ผู้อ่านไม่เกิดความรู้สึกเห็นอกเห็นใจตัวละคอนได้อย่างง่ายๆ สไตล์การเขียนแบบละเอียดลออแต่แทบปราศจากอาการฟูมฟายเอ่ยพาดพิงถึงความรู้สึกผิดบาป ความอยุติธรรม และความรุนแรงของตัวละครต่างๆ ราวกับว่าเป็นเรื่องสามัญธรรมดา ไม่มีอะไรต้องสนอกสนใจเป็นพิเศษ ยกตัวอย่างเช่น ตอนจบของเรื่อง “La Cuesta de las Comadres” [“โนนแม่ฮัก”] ที่ตัวละครผู้เล่าเรื่องกล่าวถึงการล้างเลือดคนออกจากกระบุงเก็บข้าวโพดของตัวเอง เพราะไม่อยากเห็นเลือดคนที่ตัวเองฆ่าไปทุกครั้งที่ต้องใช้กระบุง หรือตอนจบของเรื่อง “El día del derrumbe” [“วันแผ่นดินปี้น”] ที่ตัวละครผู้เล่าเรื่องตัวหนึ่งเล่าถึงเหตุการณ์ที่ตัวเองทิ้งเมียให้คลอดลูกตามลำพัง เพียงเพื่อจะเอามาใช้บอกวันที่ว่าตนจำได้แล้วว่าเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เล่ามาทั้งเรื่องนั้นเกิดเมื่อวันที่เท่าไหร่ หรือตลอดเรื่อง “El hombre” [“บักนั่น”] ที่ผู้อ่านรับรู้ความคิดที่ชวนสับสนของมือสังหารโดยไม่มีการเรียงลำดับเรื่องราวหรือสาธยายปูมหลังที่ผลักดันให้เขาต้องฆ่า ราวกับว่าผู้อ่านจะเข้าใจได้เอง ซึ่งแน่ละว่าหลายครั้งหลายคนผู้อ่านก็ไม่เข้าใจ

ความตายก็มักเกิดขึ้นแบบไม่มีการพรรณนาตรงไปตรงมาแบบไม่กำกวม ไม่เปิดโอกาสให้มีความเห็นอกเห็นใจคนที่ตาย และแม้ในเวลาที่พรรณนาอย่างตรงไปตรงมา อย่างในเรื่อง “Acuérdate” [“จื่อได้บ่มึง”] เราไม่เห็นเหตุผลที่จะรู้สึกอะไรเลยต่อผู้ตายที่ถูกแขวนคอหลังจากไปทุบตีญาติตัวเอง ในเรื่องเล่ามากมาย ฆวาน รูลโฟ ทิ้งให้คนอ่านรู้สึกว่าเรื่องมันยังไม่สมบูรณ์ ว่าน้ำเสียงของผู้เล่าเรื่องมันถูกตัดตอนไป เหมือนกับเวลาพยานปิดปากเงียบ หลังจากที่สารภาพความในใจต่อหน้ากล้องของนักข่าวไปได้ช่วงหนึ่ง เป็นหน้าที่ของผู้อ่านที่จะค่อยๆ ปะติดปะต่อเอาเอง ไม่มีทางแก้นอกจากจะพยายามทำความเข้าใจว่าเขาทำสิ่งที่เขาทำลงไปทำไมกัน เป็นไปได้เหมือนกันว่าคนอ่านหลายคนจะเกิดคำถามขึ้นในหัวว่า “ฆวาน รูลโฟ ต้องการจะบอกอะไร?”

เช่นเดียวกับแฝดคนละฝาจากประเทศไทย El Llano en llamas ก็เป็นวรรณกรรมแห่งฤดูกาลของความแร้นแค้นและคับแค้นชัดๆ การจะพรรณนาให้เข้าไปถึงในใจของตัวละครเป็นเรื่องยุ่งยากใหญ่หลวงที่สุดของวรรณกรรมประเภทนี้ นั่นก็เพราะว่าอัตวิสัยของผู้อ่านที่มีชีวิตสุขสบายไม่สามารถจะเป็นเหมือนกันกับของคนที่ถูกกดขี่ได้ เพราะอย่างนั้น ความดีใจของคนเดินเท้าเวลามีลมพัดทรายขึ้นฟุ้งในทุ่งแล้งในเรื่อง “Nos han dado la tierra” [“เพิ่นปันดินดอนให้เฮาแล้ว”] ก็อาจจะถูกตีความผิดไปได้ว่าเป็นลักษณะนิสัยแปลกๆ ของคนในชนบทที่ฆาลิสโก (เหมือนในกรณีของเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งใน ฟ้าบ่กั้น ที่เล่าถึงความดีใจของเด็กจนๆ คนหนึ่งตอนที่เขาจับเขียดขาทองได้สำเร็จเพื่อจะได้กิน) เช่นเดียวกัน ความขัดแย้งระหว่างพ่อกับลูกที่มีอยู่มากมายก่ายกองในเรื่องเล่า ก็อาจถูกให้คำอธิบายแบบตัดจบไปว่าเป็นความผิดของระบบชายเป็นใหญ่แบบเม็กซิกัน หรือความผิดของการทอดทิ้งกันในครอบครัว โดยไม่ทันได้สังเกตเห็นเปลวไฟของความอบอุ่นและความรักที่ถูกทำลายล้างไปด้วยความทุกข์ยากขมขื่น แต่ยังซุกซ่อนอยู่ในคำที่ไม่ได้เอ่ยออกมาบ่อยๆ อย่างในเรื่อง “Paso del Norte” [“หน้าด่านไปเหนือ”] ที่ผู้เป็นพ่อสารภาพกับลูกชายก่อนที่จะยอมช่วยเหลือตามคำขอ พ่อพูดว่า

 “—Me vienes a buscar en la necesidá. Si estuvieras tranquilo te olvidarías de mí. Desde que tu madre murió me sentí solo; cuando murió tu hermana, más solo; cuando tú te fuiste vi que estaba ya solo pa siempre. Ora vienes y me quieres remover el sentimiento; pero no sabes que es más dificultoso resucitar un muerto que dar la vida de nuevo”.
[“มึงกะมาหากูญามเบิ๋ดทางไป คันมึงไปได้อยู่ซำบายมึงกะลืมกูท่อนั่นแม่นบ่ ตั้งแต่แม่มึงตายกูกะฮู้สึกว่ากะญังแต่กูผู่เดียว ญามเอี้ยยมึงตายกูกะแฮ่งโดดเดี่ยวคัก ญามมึงไปอีกฅนกูกะปงแล้วว่า ต้องอยู่ผู่เดียวไปจนเบิ๊ดเวรเบิ๊ดกรรม บาดนี่ มึงมานี่ มาปั่นควมฮู้สึกในเอิ๋กกู แต่มึงบ่ฮู้ดอกว่าสิซุบซีวิตฅนตายมันญากลำบากกั่วสิสร้างซีวิตใหม่”]

ท่งกุลาลุกไหม้, หน้า 113

วิธีการเล่าเรื่องในเรื่องเล่าส่วนใหญ่ของ ฆวาน รูลโฟ ใช้รูปแบบของบทสนทนาระหว่างตัวละครสองตัว ซึ่งมีอัตวิสัยผิดแผกไปจากวิธีคิดวิธีรู้สึกของผู้อ่านสมัยปัจจุบัน หากผู้อ่านไม่วิเคราะห์เจาะลึก การอ่านวรรณกรรมแห่งความแร้นแค้นก็เสี่ยงที่จะเป็นการบิดเบือนความเข้าใจต่อโลกความจริงได้

ถึงจะกล่าวที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด ข้าพเจ้าก็ไม่ต้องการจะกล่าวโทษ ฆวาน รูลโฟ แต่อย่างใดเลย ข้าพเจ้าเชื่อว่ารวมเรื่องเล่าเล่มนี้เป็นงานชั้นครู และยิ่งอ่านไปๆ ก็ยิ่งดีขึ้นจากเรื่องแรกจนถึงเรื่องสุดท้าย มันเปิดประตูสู่โลกความจริงที่ดูผิดแผกไปจากพวกเรา โลกความจริงที่ซับซ้อนของความแร้นแค้นและคับแค้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้วก็ยังไม่หมดสิ้นไป มันยังดำรงอยู่ในหลากหลายรูปแบบต่อหน้าต่อตาเรานี่เอง ¡เป็นของขวัญแค่ไหนแล้วที่มันได้มอบโอกาสให้เราเห็นทะลุไปถึงความเป็นมนุษย์ของตัวละครต่างๆ โดยไม่ละเว้นทั้งความปรารถนา ข้อบกพร่อง อคติ และความล้มเหลว! ในท้ายที่สุด ความรับผิดชอบที่จะสังเกตเห็นความเป็นมนุษย์นั้นก็ตกอยู่กับผู้อ่าน โดยเฉพาะผู้อ่านร่วมสมัยจากพวกชนชั้นนำ ผู้อ่านคนนี้ก็จำเป็นต้องทุบทำลายฟ้าของอัตวิสัยที่กั้นเขาออกจากคนอื่นๆ ให้จงได้.

(ประเด็นเรื่องอัตวิสัยของคนเบี้ยล่างนี้ที่จริงแล้วยุ่งเหยิงซับซ้อนมากกว่าคู่ตรงข้ามที่ข้าพเจ้าได้สาธยายไป รูปแบบการเล่าเรื่องจาก “พวกเรา” ในหนังสือเล่มนี้หลายครั้งหลายหนก็เผยให้เห็นรอยปริแตกในอัตวิสัยของผู้ถูกกดขี่ที่ถูกทึกทักเอาว่าคล้ายคลึงกันไปหมด นั่นก็คือ ผู้เล่าเรื่องในเรื่อง “El Llano en llamas” [“ท่งกุลาลุกไหม้”] “Talpa” [“ตาลปา”] และ “Es que somos muy pobres” [“จั่งว่าเฮาทุกข์ญากหลาย”] สวมบทบาทของการเล่าเรื่องแทนกลุ่มก้อนของ “พวกเรา” คำว่าพวกเรานี้บางครั้งกลับสะท้อนเพียงแต่อัตวิสัยของปัจเจก ทำให้เห็นความปรารถนาของปัจเจกที่จะผนวกตัวเองเข้ากับไอ้คำว่าพวกเรานี้ (อย่างในเรื่อง “Talpa” ที่ผู้เล่าเรื่องพูดแทนตัวเองและพี่สะใภ้ราวกับว่าตัวเองเข้าใจเธอหมดทุกอย่าง) มากกว่าจะสะท้อนเสียงสามัคคีของกลุ่มก้อน)


Peera Songkünnatham / El Llano en llamas de Juan Rulfo / 18 abril 2014

“Si haya un propósito para categorizarlo en algun tipo literario, este pequeño libro será sólo una ‘literatura estacional’, la estación de carencia y rabia, que es una estación muy larga en Tailandia”

Lao Kham-hom, el prólogo para la edición sueca de su libro El cielo no separa (1958)

El dicho del escritor tailandés refleja el modo literario de El Llano en llamas de Juan Rulfo (1950s). Hay muchas paralelos que hacer entre las dos obras. (El Llano en llamas El cielo no separa se publicaron en los cincuenta, en la subida del poder imperialista de los EE.UU.; ambas son libros de cuentos sobre los hombres de abajo (más que las mujeres); ambas describen la miseria de la desigualdad socioeconómica en el estilo sútil y casi indiferente.) Sobre todo, los dos libros han sido celebrados como un ejemplar literario, los dos autores han recibido un premio nacional. Un destino muy triste del libro “El cielo no separa”, después de un período de censura[sic] dictatorial, fue que la descripción de la pobreza de la gente fue abusada por la élite conservadora como evidencia de la condición inherente de los pobres en la región rural como los atrasados-estúpidos-enfermos. Contra la esperanza del autor, los cuentos no lograron en despertar una conciencia de los lectores; perversamente lo contrario ocurrió. Para este ensayo, querría cuestionar el aspecto de la recepción de El Llano en llamas, puesto que los cuentos son lecturas compulsorias para [email protected] estudiantes [email protected] Sin investigar la recepción actual y sus implicaciones ideológicas, por falta de acceso y espacio, sólo analizaré el estilo narrativo sútil e indiferente en algunos cuentos del libro, para contemplar sobre el peligro de El Llano en llamas de ser torciada para servir unas ideologías de dominación.

El discurso indirecto[sic] de la narración resiste a que el lector se simpatice fácilmente con los personajes. El estilo sútil y casi indiferente de la escritura narra los arrepentimientos, la injusticia, y la violencia de los personajes como si fueran normales y casi no merecieran la atención especial. Por ejemplo, en “Día del derrumbe” no se revela hasta el último párrafo que el narrador[sic] a su esposa sola en su emergencia del parto; en “El hombre” el lector sabe de los pensamientos confusos del asesino sin saber sus[sic] antecedentes que lo forzan[sic] a matar, como si el lector pudiera entenderlo. Claro, muchas veces el lector no lo entiende. Las muertes también suelen pasar sin descripciones directas e inequivocadas, sin una oportunidad de simpatizarse con los muertos. Y cuando sí son descritas directamente, como en el caso de “Acuérdate”, no sabemos por qué deberíamos sentir algo por el muerto ahorcado por atacar a su compadre[sic]. En muchos cuentos, Juan Rulfo deja al lector sentir que la historia no haya sido completada, que la narración sujetiva[sic] haya sido truncada. Así cómo se calla un testigo, después de un rato de confesar ante la cámara del periodista. Es el deber del lector aprender paulatinamente lo que ya pasó. No hay más remedio que tratar de entender por qué hicieron lo que hicieron. Posiblemente, se les ocurre a los lectores la pregunta “¿Qué es el mensaje de Juan Rulfo?”

El Llano en llamas claramente es, igual que su gemelo tailandés, una literatura de la estación de carencia y rabia. Cómo describirla desde adentro de los personajes es la mayor complicación de este tipo de literatura. Porque la sujetividad del lector acomodado no puede ser la misma con la de los oprimidos, el lector suele suponer que el otro tiene una condición rara sin pensar en las estructuras de opresión. Entonces, la alegría de los caminantes en el desierto[sic] al soplar el viento de arena en “Nos han dado la tierra” puede ser malinterpretado como una calidad rara de la gente de Jalisco rural, (como en el caso de un cuento en “El cielo no separa” que describe la alegría del niño pobre cuando con éxito agarra una rana de pie dorado para comer). También, los numerosos conflictos entre padre e hijo en los cuentos pueden ser justificados por echar la culpa al machismo mexicano o al neglecto[sic] de la familia, sin reconocer la chispa de cariño y amor, arruinados por la miseria, que se esconde en las palabras raramente pronunciadas: como en “Paso del Norte” que el papá le confiesa a su hijo antes de ceder a ayudarlo:

“—Me vienes a buscar en la necesidá. Si estuvieras tranquilo te olvidarías de mí. Desde que tu madre murió me sentí solo; cuando murió tu hermana, más solo; cuando tú te fuiste vi que estaba ya solo pa siempre. Ora vienes y me quieres remover el sentimiento; pero no sabes que es más dificultoso resucitar un muerto que dar la vida de nuevo” (120).

La narración de la mayoría de los cuentos de Juan Rulfo toma la forma de la conversación entre dos personajes, cuyas sujetividades son ajenas del lector contemporáneo[sic]. Sin analizar más a fondo, leer la literatura de carecía arriesga una distorsión del entendimiento de la realidad.

A pesar de todo eso, no echo la culpa a Juan Rulfo en ninguna manera. Creo que los cuentos son obras de maestro, y van mejorando y mejorando desde el primero cuento hasta el último. Abren la puerta a una realidad que parece ajena de nosotros, la realidad compleja de carencia y rabia, que en realidad no ha acabado, que existe en distintas formas ante nuestros ojos. ¡Y qué regalo que nos ofrece la posibilidad entrever a la humanidad de los personajes, con todos sus deseos, defectos, prejuicios, fracasos! La responsabilidad de reconocer esa humanidad, al final, cae sobre el lector, especialmente el lector contemporáneo de las élites. Este lector tiene que romper el cielo de su sujetividad que lo separa de los demás.

(El asunto de la sujetividad subalterna es más complicado de la dicotomía que he descrito; la forma de narrar como colectivo en el libro a veces expone las grietas en la sujetividad supuestamente homogénea de los oprimidos. Es decir, los narradores de “El Llano en llamas”, “Talpa”, “Nos han dado la tierra”, “Es que somos muy pobres” asumen el papel de narrar por un colectivo de “nosotros”. Este nosotros a veces sólo refleja la sujetividad del individuo y su deseo de incorporarse al dicho nosotros (como en “Talpa” donde el narrador habla por él y la esposa de su hermano como si la entendiera todo), más que refleja la voz colectiva.)


ท่านยังอยากอ่านบทวิเคราะห์วิจารณ์มากกว่านี้ไหม? มาร่วมเป็นคู่หูคู่วิเคราะห์วิจารณ์กับเราสิ! ส่งบทวิเคราะห์วิจารณ์ของท่านมาที่ [email protected] หรือโพสต์บนหน้าสื่อสังคมออนไลน์ของท่านพร้อมติดแฮชแท็ก #ท่งกุลาลุกไหม้ เราจะตามไปอ่าน!