อ่าน: เพื่อการอ่าน

ประวัติศาสตร์ความคิดนิติปรัชญา

380 ฿540 ฿

ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 จำหน่ายหมดแล้ว
ขณะนี้เหลือแต่ปกอ่อนฉบับพิมพ์ครั้งแรกซึ่งมีใบแทรกคำผิด
จำหน่ายในราคาพิเศษ ราคานี้รวมค่าส่งแล้ว

  • ปกแข็ง
  • ปกอ่อน
ล้างค่า
รหัสสินค้า: ไม่ระบุ หมวดหมู่:

รายละเอียด

ประวัติศาสตร์ความคิดนิติปรัชญา
ผู้เขียน วรเจตน์ ภาคีรัตน์
พิมพ์ครั้งแรก มีนาคม 2561
พิมพ์ซ้ำ สิงหาคม 2561
จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์อ่านกฎหมาย ในเครือสำนักพิมพ์อ่าน
ปกอ่อน ISBN 978-616-7158-75-4 ราคา 490 บาท
ปกแข็ง ISBN 978-616-7158-76-1 ราคา 590 บาท
จำนวนหน้า 528 หน้า

คำนำ
นับตั้งแต่สำเร็จการศึกษาในชั้นปริญญาเอก และกลับมาสอนหนังสือที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ติดต่อกันเป็นเวลาประมาณสิบเจ็ดปี ในปีการศึกษา ๒๕๕๙ ผู้เขียนได้ขอลาปฏิบัติงานเพื่อเพิ่มพูนความรู้ (sabbatical leave) เป็นเวลาหนึ่งปี ทำให้ในปีการศึกษา ๒๕๕๙ ระหว่างวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๕๙ ถึงวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๐ ผู้เขียนปลอดจากภาระการสอนที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมีเวลาศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์ความคิดนิติปรัชญา เนื้อหาส่วนใหญ่ในหนังสือเล่มนี้เป็นผลมาจากการลาปฏิบัติงานเพื่อเพิ่มพูนความรู้ดังกล่าว

อันที่จริงแต่เดิมนั้นผู้เขียนตั้งใจจะเขียนหนังสือเกี่ยวกับวิชานิติปรัชญาภายหลังจากที่ได้เขียนหนังสือซึ่งเป็นตำราหลักทางด้านกฎหมายมหาชนครบถ้วนแล้ว แต่โดยที่เกิดการทำรัฐประหารขึ้นในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ อันเป็นรัฐประหารที่ผู้เขียนเห็นว่าต่อเนื่องมาจากรัฐประหารในเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ และเป็นรัฐประหารที่ส่งผลกระทบกระเทือนต่อโครงสร้างของระบบการปกครองและกฎหมายอย่างร้ายแรงที่สุดในช่วงหลายทศวรรษมานี้ ประกอบกับความตกต่ำอย่างไม่น่าเชื่อของวงวิชาการนิติศาสตร์และการใช้กฎหมายในทางปฏิบัติในประเทศไทยภายหลังการรัฐประหารทั้งสองครั้ง ผู้เขียนจึงคิดว่าน่าจะเป็นโอกาสอันดีที่ผู้เขียนจะได้ใช้เวลาสักช่วงหนึ่งในชีวิตอันเป็นช่วงที่ปลอดจากภาระการสอน ครุ่นคิดตรึกตรองเรื่องราวเกี่ยวกับกฎหมายในลักษณะทั่วไปและศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์ความคิดนิติปรัชญา ตลอดจนศึกษาชีวิตของนักคิดคนสำคัญๆ ที่อภิปรายเกี่ยวกับปัญหาพื้นฐานทางกฎหมายให้ลึกซึ้งขึ้น ทั้งนี้ไม่ใช่เพียงเพราะการศึกษาเรื่องราวทางนิติปรัชญาจะเป็นเครื่องชโลมใจของผู้เขียนซึ่งเป็นนักนิติศาสตร์คนหนึ่งที่มีชีวิตอยู่ในห้วงยามแห่งความตกต่ำของวงการกฎหมายไทย และอยู่ในท่ามกลางเพื่อนร่วมวิชาชีพจำนวนไม่น้อยที่ดูเหมือนความเที่ยงธรรมและความละอายจะเหือดหายไปจากจิตใจของพวกเขาจนหมดสิ้นเท่านั้น แต่การศึกษาเรื่องราวทางนิติปรัชญาและการเขียนหนังสือเกี่ยวกับนิติปรัชญาในห้วงยามนี้อาจจะมีส่วนช่วยกระตุ้นวงวิชาการกฎหมายไทยให้หันกลับมาตั้งคำถามต่อทัศนะทางนิติปรัชญาที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน และเปิดโอกาสให้ผู้เขียนเสนอทัศนะที่อยู่ในใจของตนเองเป็นเวลานานพอสมควรแล้วในบางประเด็นเป็นลายลักษณ์อักษรด้วย

ในหนังสือ ประวัติศาสตร์ความคิดนิติปรัชญา เล่มนี้ ผู้เขียนตั้งใจสำรวจความคิดหลักเกี่ยวกับกฎหมาย การเมือง และรัฐ ของนักคิดคนสำคัญที่ปรากฏตัวขึ้นบนเวทีประวัติศาสตร์ปรัชญาของโลก โดยเหตุที่ความคิดของมนุษย์คนหนึ่งไม่ได้ปรากฏขึ้นอย่างไร้สาเหตุ แต่โดยทั่วไปแล้วมักจะเป็นผลจากบริบททางสังคม การเมือง เศรษฐกิจ ตลอดจนวัฒนธรรมในห้วงเวลาที่มนุษย์คนนั้นมีชีวิตอยู่ และในบางกรณีก็เป็นผลมาจากชีวิตส่วนตัวของมนุษย์ผู้นั้น ผู้เขียนจึงไม่ได้นำเสนอเฉพาะความคิดของนักคิดแต่ละคนเท่านั้น แต่พยายามที่จะฉายภาพความเป็นไปแห่งชีวิตของนักคิดแต่ละคน เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นบริบททางประวัติศาสตร์ที่แวดล้อมนักคิดแต่ละคนด้วย การสำรวจความคิดหลักในทางนิติปรัชญาของนักคิดแต่ละคนเปรียบเสมือนการเดินทางด้วยขบวนรถไฟสำรวจความคิดที่ผู้เขียนเริ่มออกเดินทางจากสถานีต้นทางในยุคกรีกโบราณสู่สถานีปลายทางในศตวรรษที่ ๒๐ ความคิดของนักคิดแต่ละคนเปรียบเสมือนสถานีที่ขบวนรถไฟสำรวจความคิดได้หยุดลงเพื่อให้ผู้เขียนได้มีโอกาสสำรวจสถานีทางความคิดเหล่านั้น แต่ละสถานีทางความคิดมีความน่าสนใจในตัวเองแตกต่างกันออกไป อย่างไรก็ตาม โดยเหตุที่จะต้องเดินทางไปให้ถึงศตวรรษที่ ๒๐ ให้ทันตามกำหนดเวลาขบวนรถไฟสำรวจความคิดขบวนนี้จึงไม่สามารถหยุดทุกๆ สถานีได้ บางสถานีผู้เขียนต้องผ่านไปก่อน โดยหวังว่าเมื่อมีโอกาสเดินทางย้อนกลับไปจากศตวรรษที่ ๒๐ จะได้หยุดที่สถานีทางความคิดซึ่งจำต้องผ่านเลยไปในการพิมพ์ครั้งแรกนี้

ในการสำรวจความคิดและนำเสนอความคิดของนักคิดแต่ละคนนั้น ผู้เขียนพยายามที่จะนำเสนอให้เป็นภววิสัยให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อย่างไรก็ตาม โดยที่ผู้เขียนก็เป็นมนุษย์ผู้หนึ่งซึ่งเติบโตและใช้ชีวิตในกาละ เทศะ และบริบททางประวัติศาสตร์ที่แน่นอนบริบทหนึ่ง การเสนอความคิดของนักคิดแต่ละคนจึงทำผ่านสายตาของผู้เขียนที่ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ย่อมคัดกรองสิ่งที่ต้องการเสนอและไม่ต้องการเสนอโดยปริยาย และถึงแม้ว่าโดยทั่วไปแล้ว หนังสือ ประวัติศาสตร์ความคิดนิติปรัชญา เล่มนี้จะมีลักษณะเป็นการนำเสนอแนวความคิดของนักคิดยิ่งกว่าจะมีลักษณะเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ความคิดทางนิติปรัชญาจากทัศนะของผู้เขียนเอง แต่ในกรณีที่ผู้เขียนเห็นว่าจำเป็น ผู้เขียนก็จะได้แสดงทัศนะของตนเองไว้ ในการแสดงทัศนะของตนเองนั้น ผู้เขียนตระหนักว่าบางกรณีย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องวิจารณ์ความเห็นที่ถือได้ว่าเป็นความเห็นกระแสหลักในวงการนิติปรัชญาของไทยด้วย ซึ่งหากจำเป็นต้องกระทำ ผู้เขียนก็จะกระทำอย่างตรงไปตรงมาเท่าที่จะกระทำได้ภายใต้สถานการณ์ที่เสรีภาพในทางวิชาการดูจะแห้งแล้งเต็มทนในเวลานี้

แม้ช่วงเวลาที่ผู้เขียนศึกษาค้นคว้าและเขียนหนังสือเล่มนี้จะเป็นช่วงปลอดการสอน แต่ก็หาได้หมายความว่าผู้เขียนสามารถปลีกตัวจากการข้องเกี่ยวกับกฎหมายในทางปฏิบัติเพื่อศึกษาค้นคว้าทางวิชาการโดยไม่ต้องกังวลกับเรื่องอื่นใดไม่ ตลอดระยะเวลาของการเขียนหนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนซึ่งอยู่ในระหว่างได้รับการประกันตัวต้องเดินทางไปศาลทหารเป็นระยะๆ ในฐานะจำเลยที่ถูกฟ้องร้องในคดีที่ไม่มารายงานตัวตามคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งเข้ายึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลพลเรือนเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ ในห้องพิจารณาคดีระหว่างที่ศาลทหารดำเนินกระบวนพิจารณานั้น บ่อยครั้งที่ความคิดของผู้เขียนได้ล่องลอยไปสู่โลกแห่งนิติปรัชญา ผู้เขียนตระหนักในห้วงเวลาดังกล่าวว่า ไม่มีครั้งใดที่เรื่องราวแห่งนิติปรัชญาซึ่งดูเหมือนโดยปกติในโลกแห่งกฎหมายทางปฏิบัติจะอยู่ห่างไกลออกไปมากนั้น จะอยู่ใกล้เพียงแค่ปลายนิ้วเท่านั้น แน่นอนว่ามีเรื่องราวจำนวนมากที่จะกลายเป็นเรื่องเล่าในอนาคต และวันหนึ่งผู้เขียนหวังว่าจะได้เล่ามันออกมาหลังจากเรื่องราวที่กำลังเกิดขึ้นในยามนี้ปิดฉากลง

การจัดพิมพ์ครั้งนี้ได้รับความช่วยเหลือเป็นอย่างดีจากสำนักพิมพ์อ่าน ในการพูดคุยกันเพื่อจัดทำหนังสือเล่มนี้นั้น สำนักพิมพ์อ่านและผู้เขียนเห็นร่วมกันว่าควรจัดพิมพ์ในนามของสำนักพิมพ์อ่านกฎหมาย เนื่องจากโดยภาพที่ปรากฏทั่วไป หนังสือที่ตีพิมพ์ในนามสำนักพิมพ์อ่านมักจะเป็นเรื่องวรรณกรรม ถึงแม้ว่างานเขียนเรื่องนี้จะไม่ได้มีลักษณะเป็นคำอธิบายกฎหมายในลักษณะของวิชานิติศาสตร์โดยแท้ที่ “อ่านกฎหมาย” ในฐานะที่เป็นบรรทัดฐานชี้ถูกชี้ผิด แต่กฎหมายในงานเขียนเรื่องนี้ก็ถูก “อ่าน” ในลักษณะทั่วไปโดยมุมมองจากนิติปรัชญาและนิติทฤษฎี จึงถือว่าเหมาะสมที่จะได้จัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้ในนามของสำนักพิมพ์อ่านกฎหมายเป็นประเดิม สำนักพิมพ์อ่านกฎหมายได้วางมาตรฐานทางรูปแบบสำหรับการพิมพ์ครั้งนี้ใหม่ ทั้งรูปแบบการอ้างอิงและการจัดทำดัชนีค้นคำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดทำดัชนีค้นคำ ซึ่งจะช่วยให้ผู้อ่านที่ต้องการค้นหาชื่อนักคิดต่างๆ ที่อ้างอิงไว้ในหนังสือเล่มนี้สามารถเข้าถึงได้สะดวกรวดเร็วขึ้น สำหรับการถอดเสียงชื่อนักคิดแต่ละคนนั้น โดยทั่วไปแล้วจะถอดเสียงตามภาษาเดิมของนักคิดคนนั้นหรือถอดเสียงตามภาษาอังกฤษ แต่ถ้าชื่อนักคิดคนใดใช้กันแพร่หลายตามสมควรแล้ว โดยหลักผู้เขียนก็จะใช้ไปตามนั้น อย่างไรก็ตาม ในที่สุดแล้วการถอดเสียงของชื่อนักคิดแต่ละคนคงเป็นไปตามที่ผู้เขียนเห็นว่าสมควร โดยคำนึงทั้งรูปและเสียงในภาษาไทยเป็นสำคัญ สำหรับการใส่คำภาษาต่างประเทศทั้งภาษากรีก ละติน อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน ฯลฯ ในเครื่องหมายนขลิขิตหรือวงเล็บกำกับคำในภาษาไทย ผู้เขียนจะใส่ไว้เท่าที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการค้นคว้าของผู้อ่าน และเพื่อที่ผู้อ่านจะได้ทราบว่าผู้เขียนแปลถ้อยคำเหล่านั้นเป็นภาษาไทยว่าอย่างไร ทั้งนี้โดยไม่ได้ระบุชื่อของภาษาไว้ เนื่องจากความเจริญทางเทคโนโลยีในปัจจุบันน่าจะทำให้ผู้อ่านที่สนใจศึกษาค้นคว้าต่อสามารถสืบค้นผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ได้อยู่แล้ว

งานเขียนเรื่องหนึ่งไม่อาจสำเร็จลงและปรากฏต่อสายตาของสาธารณชนได้โดยลำพังแต่ผู้เขียนเพียงคนเดียว มีบุคคลจำนวนไม่น้อยที่เกี่ยวข้องกับงานเขียนเรื่องประวัติศาสตร์ความคิดนิติปรัชญาเล่มนี้โดยที่บุคคลเหล่านั้นอาจไม่ทราบเลย ลูกศิษย์หลายรุ่นของผู้เขียนซึ่งได้มีโอกาสไปศึกษาต่อต่างประเทศ ได้ช่วยผู้เขียนในการหาซื้อตำราใหม่ๆ ที่ผู้เขียนต้องการนำมาใช้ประกอบการเขียนหนังสือเล่มนี้ ลูกศิษย์อีกจำนวนหนึ่งเมื่อทราบข่าวว่าผู้เขียนลาปลอดการสอนเพื่อเขียนหนังสือเกี่ยวกับนิติปรัชญาก็สอบถามผู้เขียนถึงความก้าวหน้าของงานเขียนเป็นระยะๆ และแสดงความสนใจอยากอ่านงานเรื่องนี้ ความช่วยเหลือและความปรารถนาดีของลูกศิษย์ลูกหาเหล่านั้นเป็นสิ่งที่เป็นกำลังใจให้แก่ผู้เขียนเสมอมา นอกจากนี้ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกับสามัญชนจำนวนมากซึ่งถามคำถามเกี่ยวกับกฎหมาย การใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย ทำให้ผู้เขียนต้องค้นคว้าและใคร่ครวญวัตถุแห่งการศึกษาในวิชานิติศาสตร์ซึ่งก็คือ “กฎหมาย” อย่างละเอียดลึกซึ้งขึ้น

ถึงแม้ว่าโดยหลักแล้วผู้เขียนมุ่งหวังให้หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสืออ่านประกอบการบรรยายวิชานิติปรัชญาของผู้เขียนที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่หากหนังสือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ศึกษาวิชานิติศาสตร์ วิชาปรัชญา หรือวิชาการทางสังคมศาสตร์สาขาต่างๆ ตลอดจนเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนทั่วไปที่สนใจเรื่องราวเกี่ยวกับปรัชญาและกฎหมาย ผู้เขียนจะรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง หวังว่าหนังสือ ประวัติศาสตร์ความคิดนิติปรัชญา เล่มนี้จะช่วยทำให้นักศึกษาและผู้ที่สนใจเห็นความหลากหลายในทางความคิดเกี่ยวกับการตอบคำถามที่เป็นปัญหารากฐานของกฎหมายมากขึ้น มีความรอบรู้ มีโลกทัศน์และมีจิตใจที่กว้างขวางขึ้น และหวังว่างานเขียนเรื่องนี้จะช่วยสร้างเสริมเติมแต่งสิ่งที่ยังขาดอยู่ในวงวิชาการทางนิติปรัชญาในประเทศไทยแม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม โดยเหตุที่หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นโดยผู้ที่เป็นนักนิติศาสตร์ ไม่ใช่นักปรัชญา และโดยที่การทำความเข้าใจความคิดของนักปรัชญาและนักนิติศาสตร์คนสำคัญของโลกนั้นต้องใช้ความรู้ด้านต่างๆ อย่างกว้างขวางซึ่งผู้เขียนมีข้อจำกัดอยู่ จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่หนังสือเล่มนี้อาจมีความบกพร่อง ถึงแม้ว่าผู้เขียนจะได้พยายามให้มีความบกพร่องน้อยที่สุดแล้วก็ตาม ด้วยเหตุนี้ข้อวิจารณ์ที่จะช่วยทำให้งานเขียนเรื่องนี้ปราศจากข้อบกพร่องและดีงามมากขึ้น จึงเป็นสิ่งที่ผู้เขียนปรารถนา มิพักต้องกล่าวถึงข้อเสนอแนะ ตลอดจนข้อแลกเปลี่ยนในอันที่จะทำให้ความรู้ทางนิติปรัชญาในประเทศไทยก้าวหน้าขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่จะสร้างความสุขใจให้แก่ผู้เขียนในฐานะที่เป็นผู้สอนกฎหมายเสมอ

วรเจตน์ ภาคีรัตน์
ต้นเดือนมกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๑

อื่นๆ

ปก

ปกแข็ง, ปกอ่อน