นิทานเรื่อง ชายชราและเลม่อนแก่

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว แต่ยังไม่นานมากนัก หากก็นานพอที่จะทำให้มนุษย์ส่วนใหญ่บนโลกใบนี้หลงลืมวิธีพูดกับต้นไม้ไปแล้วนั่นล่ะ และมันก็เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ยังมีต้นไม้บางต้นจดจำวิธีสื่อสารกับมนุษย์ได้

ภายในสวนที่ถูกทิ้งร้างมานานนมเน ยังมีเลม่อนยืนต้นอยู่ ไม่มีใครรู้ว่าสวนนี้มีคนครอบครองไหม หรือว่าไม่มีใครครอบครองมาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน จนกระทั่งวันหนึ่ง ปีศาจตัวจ้อยที่เดินหลงทางมาไกลจากที่ไหนสักแห่งได้ผ่านเข้ามา มันกำลังหาที่พักพิงเพื่อฟื้นร่างกายและวิญญาณอันอ่อนแรง สายฟ้าแลบทำให้มันเหลือบเห็นประตูไม้บานหนึ่งแง้มอยู่ ประตูผุพังนั้นเผยอออกเพราะแผ่นไม้ที่ยึดกุญแจไว้หลุดลงมากองอยู่บนพื้นดินฉ่ำฝนที่ตกลงมาอย่างเอื่อยเฉื่อยแต่ไม่เคยหยุดพรำมาเจ็ดวันแล้ว ลมที่แรงจนทำให้เด็กน้อยๆบินได้ในยามเผลอยังไม่อาจพัดพาก้อนเมฆฝนให้พ้นไปจากเมือง

พอเดินข้ามถนนคอนกรีตมาแล้ว เจ้าปีศาจก็ค่อยๆ ก้าวลงบนทรายและดินโคลนหน้าประตู มันตัดสินใจผลักประตูบานเก่าที่สายฟ้าเผยให้เห็นความซีดเซียวนั่นเข้าไป หยาดฝนเริ่มเบาบาง ความอ้อยอิ่งของสายฝนนั้นร้ายกาจเกินจะคาดเดาได้แม้จะมีพยากรณ์อากาศ ท้องฟ้าครึ้มสลับสายฟ้าแลบไม่อาจทำให้ภาพสวนแจ่มชัดขึ้นมาได้ สายตาของเจ้าปีศาจมองเห็นเพียงเงาร่างของต้นไม้ใหญ่กลางสวน และใครจะบ้าไปนอนหลบฝนใต้ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่กลางแจ้งกันล่ะ ฟ้าผ่าตายกันพอดี

เมื่อสัมผัสทางสายตาไม่ช่วยอะไร มันก็แค่สอดส่ายจมูกหากลิ่นดินที่ชื้นแฉะน้อยกว่าที่อื่น และมันก็เจอ มุมขวาของกำแพงสวนด้านหน้ามีกลิ่นดินที่ยังไม่ถูกฝนตกใส่ สายตากลับมามีประโยชน์อีกครั้งในความมืด มีผ้าใบหนาๆคลุมสูงอยู่มุมนั้น เจ้าปีศาจรุดไปให้ถึงมุมที่ชื้นน้อยที่สุดแล้วเปิดผ้าใบขึ้นดู มันเห็นลังส้มมากมายกองอยู่ข้างใต้นั่น นี่เองจึงทำให้ฝนตกลงมาถึงพื้นดินตรงนี้น้อยกว่าที่อื่นในสวน

โดยไม่รอช้า มันผลุบเข้าไปนั่งบนลังส้มแล้วดึงผ้าใบปิดลงมากันฝนไว้ อิฐแดงจากผนังยังคงมีความอบอุ่นแผ่มาถึงมันอยู่บ้าง เจ้าปีศาจหลับไปพร้อมกับหัวสมองที่สับสนและหัวใจที่เต็มไปด้วยบาดแผล ซึ่งมาบัดนี้ร่างกายของมันสั่งทั้งสองส่วนนั้นให้หลับสนิทไปแล้ว

เช้าวันต่อมา ท้องฟ้ายังครึ้มคลุม เจ้าปีศาจได้ยินเสียงเอี๊ยดอ๊าดจากที่ไหนสักแห่งแว่วมากับสายลมเอื่อยเฉื่อย ตาที่ปิดอยู่ทำให้หูของมันได้ยินชัดขึ้น หัวน้อยๆ ของมันค่อยๆ ขยับไปตามเสียงที่ได้ยินอย่างว่าง่าย ความสามารถของปีศาจในการแยกประสาทออกจากกันทำให้ดวงตาไม่ได้สำคัญในยามหลับ ดวงตาแค่หลับใหลเพื่อปล่อยให้อวัยวะอื่นๆได้ทำงาน

แล้วหน้าผากที่มีเขาน้อยๆของมันก็ค่อยๆโผล่พ้นผ้าใบเก่าหนักที่คลุมกองลังส้มออกมา แม้ตาจะยังหลับอยู่แต่หูได้ยินและตัดสินใจว่าเสียงเอี๊ยดอ๊าดที่มากับลมนั้นไม่มีพิษภัยใดๆ เจ้าปีศาจน้อยค่อยๆลืมตาขึ้น ก่อนจะขยับร่างกายจากท่าคุดคู้ให้ค่อยๆเหยียดตรง และยืนขึ้นจนใช้ดวงตามองหาที่มาของเสียงและมองบริเวณโดยรอบได้

นั่นไง ต้นเลม่อนกิ่งเปียกชุ่มที่อยู่กลางสวน ใบของมันเหลือน้อยกว่าผลดก จนกิ่งคล้อยเหมือนจะดึงตัวเองให้หลบลงไปอยู่กับรากใต้ดินของมัน

“ตื่นแล้วรึ” เสียงไต่ถามจากต้นไม้นั่น ไม่ใช่เสียงของการจับผิดหรือคุกคาม เจ้าปีศาจไม่ได้ตอบคำใดนอกไปเสียจากการก้าวขาเล็กๆของมันออกมาจากมุมสวน ผ่านกองหญ้าเลื้อยตรงไปยังต้นเลม่อนต้นนั้น

“ตื่นแล้ว และ หิว” เจ้าปีศาจน้อยตอบกลับทันทีที่ยืนอยู่ใต้ต้นเลม่อน กิ่งต้นไม้แก่ขยับรับคำจนหยดน้ำฝนที่ค้างอยู่ตามใบบางๆ ร่วงลงมาใส่มัน

“เจ้าฟังออก” เสียงที่ดังเมื่อครู่ดังใกล้ขึ้น “และเจ้าคงไม่ใช่มนุษย์”

ปีศาจน้อยค่อยๆปัดผมอันยุ่งเหยิง เผยให้เห็นเขาน้อยๆตรงหน้าผากซ้ายขวา แล้วหมุนรอบตัวเอง มันเองก็ไม่รู้ว่าเสียงนั่นมาจากไหน แค่เพียงอยากจะตอบคำถามของใครสักคนให้หายข้องใจก็เท่านั้น

“ปีศาจ เผ่าพันธุ์ที่เหลือน้อยเต็มที” เสียงนั่นดังออกมาอย่างแผ่วเบาแต่ยังใกล้เท่าเดิม เจ้าปีศาจน้อยค่อยๆนั่งลงตรงใต้ต้นเลม่อนก่อนจะพิงหลังกับลำต้นสีดำ ตอนนี้มันรู้แล้วว่าเสียงนั่นมาจากไหน ต้นไม้ต้นนี้พูดได้

“ต้นไม้พูดได้ เหลืออยู่กี่ต้นกันบนดาวดวงนี้”  ปีศาจสรุปพร้อมคำถาม

“เคยมีมนุษย์คนหนึ่งพูดกับข้าได้ และข้าก็พูดกับมนุษย์ผู้นั้นแต่เพียงผู้เดียว” ต้นไม้เอ่ยก่อนที่จะสะบัดผลที่ดกอยู่บนกิ่งของมันให้เจ้าปีศาจ

“ผลของเจ้าเปรี้ยว” ปีศาจน้อยปฏิเสธแม้จะหิว

“ใช่ แต่มันดับกระหายได้ ถือว่าเป็นคำขอร้องจากข้า พวกมันไม่ได้ถูกกินมานานมากแล้ว”

เจ้าปีศาจน้อยตอบรับด้วยการกระโดดขึ้นดึงเลม่อนลูกหนึ่งลงมาแล้วกัดเปลือกหนาออกด้วยเขี้ยวเล็กๆ ก่อนจะดูดเอาน้ำรสเปรี้ยวผ่านลิ้นลงคอไป

“เราอยู่ที่นี่ตลอดไปได้ไหม?” ปีศาจน้อยเอ่ยถามหลังจากรสของเลม่อนชุ่มคอแล้ว ลมเอื่อยพัดหยดน้ำจากใบเลม่อนร่วงใส่มันอีกครั้ง

“ไม่ได้หรอก เจ้ายังเยาว์นัก สวนนี้มันเป็นเพียงแค่เศษซากของความทรงจำเท่านั้น” เลม่อนชราตอบ

“ความทรงจำของเจ้า?” ปีศาจจี้ถาม

“ใช่ และ ไม่ใช่….นั่นไง เขามาแล้ว ชายผู้เคยพูดกับข้าได้”

ที่ประตูบานเก่าบานเดียวกันกับที่เจ้าปีศาจน้อยผลักเข้ามา ชายชราคนหนึ่งแทรกร่างผอมบางของเขาเข้ามาสู่สวน ร้างที่ปกคลุมไปด้วยวัชพืช สายตาของชายชราเห็นแค่สวนรกร้างที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นความสุขและความทุกข์แสนสาหัสของตน เขามองไม่เห็นเจ้าปีศาจน้อย เพราะมันไม่ได้ต้องการให้เขาเห็น และหูของเขาก็ไม่ได้ยินบทสนทนาระหว่างต้นไม้กับปีศาจ เพราะเขาปิดหูของตนจากทุกสิ่ง

“เขาเป็นใคร” เจ้าปีศาจถามขณะที่ชายชรากำลังง่วนอยู่กับการถอนหญ้าที่ไม่มีทางหมดในวันที่อากาศขมุกขมัวอย่างบ้าคลั่ง ต้นเลม่อนชราสะบัดกิ่งจนน้ำฝนชุดสุดท้ายละทิ้งใบบางของมัน เจ้าปีศาจยิ้มน้อยๆก่อนจะแลบลิ้นกินน้ำที่หยดลงมา

“เขาคือชายผู้ครอบครองหัวใจของพระเจ้า” ต้นไม้แก่เริ่มเล่า —พระเจ้าเคยมอบหัวใจให้ใครด้วยหรือไง— เจ้าปีศาจคิดแต่ไม่ได้ถามออกไป มันพิงหัวกับต้นไม้ผอมบางนั่นฟังเรื่องชายชราถอนหญ้าบ้าคลั่งคนนั้น

“ในยุคที่พระเจ้าและสรรพสิ่งสื่อสารกันได้อย่างตรงไปตรงมา พระองค์ถูกท้าทายจากบุตรที่พระองค์รักที่สุดให้ตัดมือของพระองค์ออกแล้วมอบให้แก่เขา และแน่นอนว่าพระองค์ตกลงเพราะความรักในบุตรนั้น”—-พระองค์แค่กลัวเสียหน้าเท่านั้นล่ะ—– เรื่องเล่าของเผ่าพันธุ์ดังขึ้นในหัวคัดค้านกับข้อมูลใหม่ในหัวของมัน

“แต่สิ่งที่มีอำนาจสูงสุดของพระเจ้าไม่ใช่มือ … มือและร่างกายเป็นเพียงแค่รูปแบบที่พระองค์สร้างขึ้นเพื่อการสื่อสารกับทุกสรรพสิ่งที่ความเข้าใจมีอย่างจำกัดเท่านั้น แต่สิ่งที่มีอำนาจสูงสุดของพระองค์คือ ‘ถ้อยคำ’ ต่างหาก เมื่อสงครามของพระเจ้าและซาตานเริ่มต้นขึ้น ซาตานครอบครองมือทรงพลังของพระเจ้าไว้ ศรัทธาที่มีต่อพระเจ้าลดน้อยถอยลงไป พระเจ้าจึงต้องหันมาหามนุษย์ผู้อ่อนแอและทะเยอทะยานน้อยกว่า” —–พระเจ้าก็แค่หาคนมาบูชาตัวเองเพื่อจะได้เพิ่มอำนาจของตัวให้เท่ากับบรรพบุรุษข้าก็เท่านั้น และมนุษย์ช่างน่าสมเพชที่ไม่ยอมรับว่าตนเองทะเยอทะยานต่างหาก—- ปีศาจคิดแต่ไม่ได้เอ่ย

“มีมนุษย์ไม่กี่คนที่พระองค์มอบหมายงานของพระองค์ให้ และชายผู้นี้เป็นหนึ่งในนั้น พระเจ้ามอบพรอันประเสริฐอย่างหนึ่งให้แก่เขา มือของเขาจะเป็นมือที่ปกป้อง รักษา และสร้างความงอกงามให้แก่สรรพสิ่ง ข้าคือเมล็ดพันธุ์แรกที่พระเจ้าประทานแก่เขา” ไม้ชราภูมิใจ “และเมื่อทั้งเขาและข้าเติบโตขึ้น พระเจ้าก็มอบหมายงานที่ยิ่งใหญ่ขึ้นให้กับเขา พระองค์มอบหัวใจของพระองค์ให้เขา หญิงสาวเฉลียวฉลาดคนหนึ่ง พระองค์มอบเธอไว้ให้เป็นสติปัญญาและแสงสว่างของชีวิตเขา เธอไม่เหมือนกับอีฟผู้ไร้เดียงสาจนถูกอาดัมป้ายสีความผิดให้ เธองดงามด้วยพลังจากภายใน เธอจะคอยปกป้องเขาในขณะที่เขาทำงานของพระเจ้า”

“งานอะไรอีก แค่ปลูกผักยังไม่พอเหรอ” เจ้าปีศาจถามเพราะเริ่มงงกับความกำกวมของพระเจ้า

“สร้างความไว้วางใจ ให้เติบโตขึ้นในสวนแห่งนี้” ต้นไม้ชราตอบก่อนจะพากิ่งหลบลมแรงที่เริ่มพัดพาเข้ามา

“มันมีจริงที่ไหนกัน” เจ้าปีศาจค้านขึ้นอย่างเบาๆ ระคนเหนื่อยอ่อน

“ความไว้วางใจเป็นสิ่งลึกลับและพระเจ้ามอบงานนั้นให้เขายังไงล่ะ” เลม่อนแก่อธิบายต่อก่อนจะเล่าเรื่องที่ค้างไว้

“เมื่อได้รับความไว้ใจจากพระเจ้าแล้ว ชายนั้นรับปากแข็งขัน แล้วลงมือร่างแบบสร้างสิ่งก่อสร้างหนึ่งสิ่งที่เขาเชื่อว่ามันคือความไว้วางใจ ในระหว่างที่คิดและริเริ่มสร้าง หัวใจของพระเจ้าก็นำทางเขาให้เห็นจุดหมายของสิ่งที่จะสร้าง แบบที่เขียนออกมางดงามและคงไม่มีใครบนโลกเคยเห็นมาก่อน ในระหว่างที่ชายคนนั้นสร้างสิ่งก่อสร้าง เธอผู้นั้นก็ปลูกดอกไม้และผลไม้เต็มสวน ตอนนั้นฉันยังอยู่ในวัยรุ่นและมีเพื่อนมากมาย เราพูดคุยกันถึงการเติบโตของพวกเราและเขาทั้งสองคนทุกวี่วัน การเฝ้ามองการเติบโตของกันและกันนั้นงดงามเสมอเมื่อเรายังเยาว์”

เจ้าปีศาจนิ่งคิดถึงความเยาว์ของตนแล้วก็ยังคิดต่อไปขณะฟังเรื่องราวจากต้นไม้ชรา มันมองไปรอบๆแล้วก็พอจะนึกถึงภาพสวนสวยที่เคยเป็นอยู่ได้ น่าเสียดายที่พลังปีศาจของมันไม่ได้ช่วยให้มันมองเห็นภาพในอดีตได้อย่างพวกพ่อมดแม่มด มันจึงได้ใช้แค่จินตนาการของตนเท่านั้น

“ความงามของสิ่งก่อสร้างจากไม้ โลหะ และหินสีสวยงามที่หามาได้ ทำให้สวนที่มีแต่ต้นไม้ยิ่งสวยอย่างอัศจรรย์เข้าไปอีก สิ่งที่เขาก่อสร้างเริ่มใหญ่ขึ้น และเริ่มมีผู้คนรับรู้ถึงภารกิจยิ่งใหญ่ของเขามากขึ้น จากผู้คนรอบๆ กลายเป็นผู้คนจากต่างถิ่น ความไว้วางใจที่เขากำลังสร้างเริ่มแผ่ชื่อเสียงออกไปยังดินแดนแสนไกล ในโลกที่มนุษย์รู้จักเพียงความรักและความโกรธของพระเจ้า พระองค์กำลังสอนมนุษย์ให้รู้จักอีกสิ่งหนึ่งแล้ว ผู้คนมากมายหลั่งไหลเข้ามาที่สวนเพื่อเข้าใจและรับรู้ถึงสารจากพระเจ้าและเพื่อชื่นชมผลงานงดงามของเขา”

“ชื่นชมฝีมือของเขา หรือ ชื่นชมพระเจ้า เอาให้แน่” เจ้าปีศาจติงขึ้นอย่างหงุดหงิด

“สองสิ่งนี้คงไม่อาจจะแยกจากกันได้ ในเมื่อพลังของพระเจ้าอยู่ในกายของมนุษย์ทุกผู้ ชายนั้นภูมิใจในตนเองเพราะมีของประทานจากพระเจ้าทั้งสามสิ่ง” ต้นไม้ตอบอย่างไม่ตอบ

“แต่ก็นั่นล่ะ ผู้คนไม่ได้มาเปล่าๆ พวกเขาพาเรื่องราวจากดินแดนอื่นไกลมาด้วย พวกเขาเริ่มเล่าเรื่องราวและเปรียบเทียบสิ่งก่อสร้างนี้กับสิ่งที่มีในดินแดนของตนให้ชายผู้สร้างความไว้วางใจของพระเจ้าได้ฟัง ชายนั้นตื่นหูและรู้ว่าตนอยากเดินออกไปเห็นโลกใบใหญ่

“ชายนั้นถามหญิงสาวยอดดวงใจผู้มีปัญญาว่า ‘เราควรออกไปท่องโลกหรือไม่’ และคำตอบก็เป็นอย่างใจที่เขาต้องการ ‘ไปสิ ถ้าหากยังรักษาสวนนี้ให้งดงามไว้ได้ ขณะที่ตัวเจ้าได้ท่องโลกและชื่นชมผลงานชิ้นอื่นของพระเจ้าไปด้วยพร้อมกัน ย่อมดี’ เธอตอบอย่างจริงใจ

” ‘แล้วจะรักษาสวนนี้ไว้ได้อย่างไร เจ้าจะอยู่ดูแลมันให้ข้าได้หรือไม่’ เขาถาม ‘ไม่ ข้าจะไม่อยู่ดูแลมันเพียงลำพัง หากเจ้าอยากเห็นโลกกว้างและชื่นชมชิ้นงานของพระเจ้า ข้าเองก็เช่นกัน’

“ ‘แล้วใครจะเป็นผู้ดูแลมัน’ เขายังคงขบคิดกับปัญหา

“ ‘ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลยยอดรัก สวนนี้สร้างขึ้นจากความไว้วางใจ ขอแค่เรารักษาความไว้วางใจไว้ได้ เราก็รักษาสวนนี้ไว้ได้ ทุกๆวันที่เจ้าสร้างสิ่งก่อสร้างนี้ พลังงานและชีวิตของเจ้าได้เชื่อมโยงกับสิ่งที่เจ้าสร้างว่าเจ้าไว้ใจข้าเพียงใด ทุกๆวันที่ข้าปลูกดอกไม้และต้นไม้ใดๆ ดอกผลของมันจะบ่งบอกความไว้วางใจและเชื่อใจที่ข้ามีต่อเจ้า สิ่งที่เจ้าสร้างและสิ่งที่ข้าปลูกย่อมไว้วางใจในข้าและเจ้าได้เช่นกัน และเราทั้งสองย่อมไว้วางใจในการเติบโตของมันได้เช่นกัน’

“จากนั้นทั้งสองก็บอกลาสรรพสิ่งในสวน หญิงนั้นจูบลาที่ยอดใบอ่อนของข้าก่อนเธอจะไป

“จนข้าเริ่มออกผลได้ไม่นาน หญิงสาวก็เดินกลับมาพร้อมกับสายฝน …. น้ำตาของเธอไหลเป็นสายปนไปกับน้ำที่หยดลงจากท้องฟ้า ราวกับว่าน้ำตาทั้งหมดไหลขึ้นไปเป็นเมฆแล้วกลั่นออกมาเป็นสายฝนพรำ เขาไม่ได้เดินทางกลับมาพร้อมเธอ”

“ระเริงกับชีวิตในโลกใหม่ไปแล้วล่ะสิ” เจ้าปีศาจน้อยแทรกขึ้นอย่างเยาะหยันเผ่าพันธุ์มนุษย์

“ความไว้วางใจไม่หลงเหลืออีกต่อไป พวกเราไม่อาจไว้ใจเขาได้อีกต่อไป หญิงสาวเองก็เช่นกัน ความไว้วางใจที่พระเจ้าประทานให้เขาสร้างนั้นไม่เหลืออีกต่อไป” เลม่อนชราพร่ำ

“แต่ความรักยังเป็นคำสาปของสตรี” เจ้าปีศาจออกความเห็น

“น้ำตาที่ไหลปานสายฝนทำให้พระเจ้ารีบรุดมาดูดวงใจตน… เธอพรั่งพรูทุกความผิดหวังและแค้นใจให้พระองค์ทราบ เล่าทุกการทรยศหักหลังที่เขาได้ทำ แม้พระเจ้าจะพิโรธหนัก แต่พระองค์ยังคงเป็นพระเจ้า พระองค์ย่อมเห็นทุกสิ่งอย่างและรู้ถึงจิตใจมนุษย์ พระองค์ตรัสแก่เธอว่า ‘เขาเป็นเพียงคนเขลาและผยองที่เกรงว่าเจ้าจะจากไปหากเขาพูดความจริงแก่เจ้า แปลว่าเขาเองก็ไม่ได้ไว้วางใจเจ้าเช่นกัน และเจ้าก็ไว้วางใจเขาไม่ได้แล้ว’ ทันทีที่ตรัสจบ สายฟ้าก็ฟาดลงมาที่สิ่งก่อสร้างใหญ่โตที่ชายหนุ่มเพียรสร้าง จนมันทลายลงเป็นกองเถ้าถ่าน แล้วท้องฟ้าก็คำรามอีกครั้งพร้อมสุรเสียงกึกก้องของพระองค์  พระองค์ประกาศเอาดวงใจแห่งปัญญาของพระองค์คืนจากเขา ยึดคืนมือแห่งความงอกงามนั้น สวนนั้นจะถูกทิ้งร้างไร้ซึ่งความไว้วางใจอีกต่อไป จากนั้นพระองค์ก็เริ่มร่ายคำสาป ตาซ้ายของเขาจะบอดและเขาจะต้องรอนแรมไปจนกว่าจะกอบกู้ความไว้วางใจขึ้นมาใหม่ให้เท่าเดิมได้ด้วยน้ำมือของมนุษย์ธรรมดา และเมื่อเขาสร้าง พระเจ้าจะอนุญาตให้ซาตานเข้ามาทำลายมันทิ้ง และเมื่อเขาสร้างอีก มันก็จะถูกทำลายทิ้งอีก”

“สาปอะไรงงๆเนอะพระเจ้าเนี่ย” เจ้าปีศาจคาใจ แต่มันก็กลิ้งตัวมาฟังตอนจบต่อ

“เวลาผ่านไปเนิ่นนานจนข้าเริ่มเข้าสู่วัยชราและรับรู้เรื่องราวของเขาผ่านการเล่าของสายลมกับนกที่อพยพย้ายถิ่น ทุกสรรพสิ่งในสวนล้วนรอคอยวันที่เขาจะได้กลับมา การรอคอยทำให้ทักษะการสื่อสารกับมนุษย์ของพวกเราค่อยๆใบ้บอด ระหว่างรอนแรมอย่างทรมานในดินแดนทุรกันดารด้วยดวงตาเพียงข้างเดียว ชายนั้นพยายามสร้างสวนแห่งใหม่กับผู้คนใหม่ๆ กับหญิงอื่นใด เพื่อให้ความไว้วางใจของพระเจ้ากลับมาอยู่กับเขาและเพื่อให้ตนหลุดพ้นจากคำสาปของพระองค์ แต่สวนที่เขาสร้างด้วยพละกำลังของมนุษย์ก็อยู่ได้ไม่ยั่งยืน เขายังคงสร้างมันไม่สำเร็จ แม้จะมีความสุขเล็กๆน้อยๆเมื่อได้สร้าง แต่ไม่มีสวนใดยั่งยืนเพราะซาตานก็ได้ทำลายมันลงตามคำสั่งของพระเจ้า”

“ไม่ ไม่ ไม่ ไม่มีใครได้ทำลายมันแน่ๆ ถ้ามีข้าต้องรู้จากบันทึกของเผ่าพันธุ์สิ” เจ้าปีศาจน้อยคัดค้านขึ้น “เรื่องนี้จะมาโทษเผ่าพันธุ์ข้าก็ไม่ถูก ตัวเขาเองต่างหากที่ทำลายมันเอง ไม่ใช่พวกข้า”

“เรื่องนี้ข้าไม่รู้ได้ ข้าเพียงรับรู้จากการพัดพาของสายลมเท่านั้น แต่แล้ววันหนึ่ง เขาก็กลับมาที่สวน แต่คำสาปยังไม่ได้ถูกทำลายไป แท้จริงแล้ว ความจดจำได้คือคำสาปที่ร้ายกาจ เขาจะจดจำได้ทุกความเจ็บปวด แม้ปากอันผยองของเขาจะพูดอยู่เสมอว่าจำสิ่งใดไม่ได้ เขาจดจำสวนนี้ได้ จำความงามที่เคยมีของมันได้ และเขาพยายามจะสร้างมันให้เหมือนเดิมอีกครั้ง เพราะหวังเพียงว่ามันจะไม่ถูกทำลายเช่นสวนอื่นๆที่เขาได้สร้างขึ้นมาก่อนหน้า”

“แล้วเธอล่ะ ดวงใจของพระเจ้านั้น” ปีศาจถามสอดขึ้น

“เธอเองก็จดจำได้ เพราะคำสาปก็ตกอยู่แก่เธอเช่นกัน” ต้นไม้ชราตอบเกินที่ถาม

“นั่นไง พระเจ้าไม่เห็นจะยุติธรรม ทำไมไม่ล้างความทรงจำของเธอออกไปให้หมดเสียเล่า” เจ้าปีศาจค่อยๆขึ้นเสียง

“เธอจดจำได้ จดจำได้เสมอว่าเขาเป็นคนที่เธอไม่ควรไว้วางใจไม่ว่าจะในสถานะใดก็ตาม แล้วจากนั้นพระเจ้าก็มอบเธอให้แก่ชายคนใหม่ที่พระองค์เชื่อใจ แต่ก่อนหน้าที่ชายหนุ่มตาบอดจะกลับมาที่สวนนี้ หญิงสาวนั้นกลับมาก่อน เธอจูบใบที่ต่ำที่สุดของฉันแล้วกระซิบให้ฉันฟังว่า ‘พระเจ้าเชื่อใจมนุษย์ผู้ชายมากเกินไป ฉันมีสติปัญญาของพระเจ้าแล้ว ฉันจึงไม่ต้องแสวงหาที่พักพิงใด เพราะปัญญาของพระเจ้าจะดูแลฉันได้ดีเสียกว่าผู้ใด เพียงความรักและปัญญาของพระเจ้าย่อมเพียงพอที่สุดแล้วที่จะทำให้ฉันออกไปชื่นชมยินดีต่อสิ่งที่พระองค์สร้างในโลกนี้ ฉันกลับมาเพื่อจะจดจำได้ว่าเขาเป็นคนที่ฉันไม่ควรไว้วางใจเท่านั้นเอง’ ”

“น่าเสียดายที่หล่อนไม่ได้เห็นความยับเยินนั้นของเขา” เจ้าปีศาจบ่น

“ใครจะรู้ล่ะ วันหนึ่งเธออาจจะกลับมาและได้เห็นว่าเขายังเป็นชายตาบอดแก่เฒ่าที่พยายามสร้างสวนจากซากหักพังนี้อยู่ก็ได้” ต้นไม้บอกอย่างอารมณ์ดี “ถ้าเธอกลับมา ฉันคงดีใจกว่านี้”

เจ้าปีศาจบิดขี้เกียจ “ข้าอิ่มแล้ว ขอบคุณสำหรับเรื่องเล่า” มันยืนขึ้นตัวตรงและพูดกับเลม่อนชรา

“คงทรมานมากใช่ไหม ที่จดจำได้มากมายขนาดนี้” มันถามต้นไม้ต่อ

ใบไม้ไหวแทนคำตอบ ปีศาจน้อยค่อยๆแตะที่ต้นเลม่อน ส่งผ่านความร้อนจากกายของมันสู่โคนราก แกนกลาง และกิ่งก้าน จนใบที่เคยสดเหี่ยวแห้งลงไปพร้อมกับแสงตะวันที่ค่อยๆแผดแสงแรงขึ้น ผลสุกร่วงหล่นลงสู่พื้นดินแล้วกลายเป็นก้อนถ่านดำไหลตุ้บๆไปตามเนินหญ้า

ต้นไม้ชราหลับลงอย่างสงบ ปีศาจน้อยเดินออกมาจากตรงนั้นก่อนที่ไม้แห้งจะกลายเป็นเชื้อไฟไหม้สวน เสียงโวยวายของชายชราดังแทรกมากับเสียงปริแตกของไม้แห้งที่ไหม้ไฟ