อ่าน: เพื่อการอ่าน

อ่านออนไลน์

The intellect(ual) of the masses

บทบรรณาธิการวารสารอ่าน ปีที่ 2 ฉบับที่ 3 (มกราคม-มีนาคม 2553) ฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษโดย อาดาดล อิงคะวณิช เผยแพร่ซ้ำอีกครั้งในวาระครบรอบ 10 ปี เหตุการณ์ 10 เมษา 2553 First published in Thai as an editorial of Aan Issue 2 Vol.3 January-March 2010, translated to English by May Adadol Ingawanij. Reposted on the occasion of the 10th anniversary of the 10th April 2010 event.

Through My Dear Friend: On Young Echo Chamber and Politics

I was almost convinced that tonight’s gathering in front of Thai Summit Tower, on 21st February after a declaration of Future Forward Party’s dissolution, meant something to us or produced even the slightest degree of encouragement until Tao, after having taken a long pause for a while, softly inquired out of the blue, “Do you feel quite depressed?” that I realized how, for five minutes, we had constructed ourselves a necessary short drama performance of such a spirited and triumphant activism to comfort our own mind and each other. “What are we doing here, huh?”

ผ่านเพื่อน: การเมืองกับห้องแห่งเสียงสะท้อนของชนวัยเยาว์

และในห้านาทีถัดมา ฉันก็เกือบจะคล้อยตามไปแล้วว่าการมารวมตัวกันของมวลชนในค่ำคืนของวันที่ 21 กุมภาพันธ์วันนี้ที่หน้าตึกไทยซัมมิทหลังการประกาศยุบพรรคอนาคตใหม่ จะมีความหมายบางอย่างสำหรับเราหรือจุดประกายแม้เพียงเศษเสี้ยวความหวัง จนกระทั่งจู่ๆเต๋าก็โพล่งขึ้นมาเบาๆหลังจากนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ “มึงรู้สึกหดหู่หน่อยๆไหม?” ตอนนั้นเองฉันจึงได้รู้สึกตัวขึ้นมาว่ามันคือชั่วเวลาห้านาทีเท่านั้นหรอกที่เราต่างดันทุรังสวมบทบาทในละครจำเป็นฉากสั้นๆที่ว่าด้วยการต่อสู้ทางการเมืองที่เปี่ยมความหวังและชัยชนะเพื่อปลอบใจตัวเองและปลอบประโลมกันและกัน “เรามาทำอะไรกันที่นี่วะมึง?”

ความล้มเหลวของฝ่ายประชาธิปไตยเสรีนิยมไทยบนเวทีระเบียบสัญลักษณ์ บทเรียนเล็กน้อยจากยุทธศาสตร์ของอิสรชนในสากลโลก

ไม่ว่าท่านผู้อ่านจะมีความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพเวทีการต่อสู้ในไทย ว่าตอนนี้มันต้องใช้ข้อเท็จจริง ต้องเน้นใช้กฎหมายและรัฐธรรมนูญเอาชนะพวกมันให้ได้อย่างเดียวนะ หรืออย่างไรก็ตาม ก็คงปฏิเสธความสำคัญของการต่อสู้ทางสัญลักษณ์ไม่ได้ เพราะอำนาจรัฐไทยผูกขาดสัญลักษณ์ความคลั่งชาติไว้หมดจนสลิ่มชนเสพความใคร่ส่วนตัวอิ่มเอมขึ้นอืดหรือพวกมนุษย์ที่ไม่กล้าโงหัวยอมแพ้ไปตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มสู้แล้ว

เหนือฟ้ายังมีอาซาท็อท: เลิฟคราฟท์กับสุดปลายทางจินตนาการสลิ่ม

เลิฟคราฟท์บรรยายเพื่อนมนุษย์ร่วมโลกเหล่านี้ของทั่นผู้ดีเก่าให้เหมือนเป็นแค่ตัวประกอบฉากเท่านั้น บรรยายมวลมนุษย์ที่ควรจะมีความคิดเป็นของตัวเองให้กลายเป็นมนุษย์ชั้นต่ำผ่านการวางตัวเรียบร้อยระเบียบหมู่ในพิธีบรมราชาภิเษก นี่แหละคือโฉมหน้าที่แท้จริงของคำว่าแฟนตาซี

รีวิวหนังสือ ประชาธิปไตยมีดีอะไร ของ พริษฐ์ วัชรสินธุ: ประชาธิปไตยแต่ไม่เอา “เสรีนิยม” ละกัน

ก่อนจะเข้าสู่การวิจารณ์ข้าพเจ้าก็บอกก่อนว่าเข้าใจถึงเจตนารมณ์ของไอติมที่ต้องการจะให้ทุกคนยึดมั่นกับ “อุดมการณ์ประชาธิปไตย” ซึ่งก็เป็นความเสมอภาคของทุกผู้คนในรูปแบบหนึ่ง1 และข้าพเจ้าก็ยอมรับว่าไอติมมีความรอบรู้ข้อมูลเชิงกฏหมายและระเบียบสภาที่ข้าพเจ้าไม่มีหัวให้หรอกในระดับที่สามารถอธิบายให้อ่านฉับเดียวเข้าใจได้ แต่กระนั้นความผิดพลาดของไอติมเห็นได้อย่างชัดเจนและแบ่งได้ออกเป็นสามประเภทคือ การบิดเบือนความเป็นจริงบนเวทีสนทนาโลกโดยไม่ได้ตั้งใจ, บิดเบือนประวัติศาสตร์ชาตินอกอำนาจตะวันตกด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และการไม่ถามคำถามสำคัญที่ต้องละไว้ในฐานที่เข้าใจตามสภาพรัฐอำนาจตำรวจไทย

ภาษาผีเสื้อ

เมื่อภาษากำเนิดขึ้น พระเจ้าจึงกลายเป็นเรื่องเล่าเรื่องแรกๆของมนุษย์ แต่ไม่มีใครอยากให้ตัวเองถูกเล่าในฐานะคนที่ร้ายกาจและโกรธเกรี้ยวอยู่ตลอดเวลาหรอก ปีศาจแสนฉลาดจึงแสดงสิ่งหนึ่งให้พระเจ้าเห็น เขาได้สร้างความรักขึ้นมาจากสายลมแล้วส่งมันไปพร้อมกับสัตว์ปีกเล็กๆที่เขาสร้างขึ้นมา ส่งเข้าสู่ความทรงจำของมนุษย์ มนุษย์เทิดทูนเขาราวกับพระเจ้า และเริ่มเทิดทูนมนุษย์คนอื่นราวกับพระเจ้าเช่นกัน ตอนนั้นเองพระเจ้าก็ได้เรียนรู้ พระบุตรน้อยก็ได้เรียนรู้ที่จะมีความรัก แต่ ความรักมันไม่ได้ถูกนิยามหรือครอบครองง่ายดายขนาดนั้น

1 2 3 12