ภาษาผีเสื้อ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว รองเท้าแตะน้อยๆเดินไปอย่างรีบเร่งใต้แสงจันทร์ที่ส่องสว่าง ผีเสื้อกลางคืนที่บินอยู่เหนือขึ้นไปไม่รั้งรออะไรทั้งสิ้น มันบินเรื่อยเปื่อยไปด้วยความเร็วที่มากกว่าก้าวเล็กๆของรองเท้าแตะคู่นั้นจะก้าวได้

“กลับไปที่สวนกับข้าเดี๋ยวนี้เลยนะ” เสียงของเจ้าของรองเท้าแตะดังขึ้น ผีเสื้อกลางคืนเหมือนจะรู้ความแต่มันก็ไม่ได้บินกลับมา มันทำแค่สลัดผงกระจ่างออกจากปีกลงสู่เขาน้อยๆสองข้างบนหน้าผากของเจ้าปีศาจก็เท่านั้น

“ฉันไม่เข้าใจภาษาของพวกแกหรอก” ปีศาจน้อยเริ่มโวยวายขึ้นก่อนจะเดินเร่งฝีเท้าตามไป ใช่ มันไม่เข้าใจอะไรทั้งนั้น มันเป็นเพียงปีศาจน้อยๆที่ไม่ได้อยู่ในโลกของมัน มันแค่ต้องการจะจับผีเสื้อทั้งหลายมาใส่ขวดโหลไว้เป็นรางวัลให้กับความว่องไวของตัวเองก็เท่านั้น ที่นี่ไม่ใช่โลกของมัน แต่มันก็ไม่รู้หรอกว่าที่ไหนคือโลกของมันจริงๆ เผ่าพันธ์ุของมันกระจัดกระจาย บางส่วนก็แฝงตัวอยู่กับมนุษย์ บางส่วนก็กลายร่างจนลืมว่าตัวเองเคยเป็นอะไร แต่ปีศาจก็ไม่ใช่สายพันธ์ุเดียวกันทั้งหมด พวกมันล้วนมาจากคนละดวงดาวทั้งสิ้น

ยามเมื่อมันมาถึงโลกนี้ พระเจ้าพบมันในสวนขณะที่มันกำลังไล่จับผีเสื้อของพระองค์อยู่ ตอนนั้นไม่มีอาดัมและอีฟแล้ว พวกเขาคงหนีความโกรธาของพระเจ้าไปหลบอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลก แต่ไม่น่าจะมีที่ไหนที่หลบได้จริง ในเมื่อพระเจ้าถูกเรียกขานว่าเป็นผู้สร้างทุกสรรพสิ่ง ซึ่งจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ที่รู้ๆ ทันทีที่มนุษย์รู้ภาษา พระองค์ก็มีข้อความเท่ๆให้คนได้รับฟังเสมอ อาจจะเป็นเพราะเมื่อก่อนไม่มีไลฟ์โคชด้วยกระมัง

“ทำไมพระองค์จะต้องมาหลอกให้ข้าทำสวนและเฝ้าสวนด้วยนะ ขี้โม้จริงเชียว” ปีศาจน้อยขบเขี้ยวเคี้ยวฟันใส่ความซับซ้อนของพระเจ้า หรือความจริงพระองค์อาจจะแค่อยากให้มันออกไปเสียจากสวนสวรรค์ของพระองค์

“โกหก!!! พระเจ้าเป็นสิ่งที่ชอบโกหกที่สุด” มันบ่นต่อไปขณะที่รองเท้าก็ทำหน้าที่พามันเดินตามผีเสื้อกลางคืนไปบนถนนดิน ผงวิเศษจากผีเสื้อกลางคืนเริ่มทำให้มันคันจมูก ยิ่งเมฆเข้าใกล้พระจันทร์มากเท่าไรแสงของผงที่พร่างพรายบนปีกของเจ้าผีเสื้อสีดำขลับนั้นยิ่งชัดเจน

ทันทีที่เมฆบังพระจันทร์จนมิดสนิทแล้วทันใดนั้นผีเสื้อกลางคืนสีนิลก็หายไป เจ้าปีศาจน้อยหันรีหันขวางก่อนจะเริ่มสงสัย หรือว่าผีเสื้อมันจะบินเร็วจนมันตามไม่ทันแต่เมื่อเห็นแสงระยิบระยับจากผงวิเศษจากปีกของมันแล้ว เจ้าปีศาจก็ยิ่งฉงนมากไปอีก แต่ไม่ทันที่มันจะได้เอ่ยปากถามอะไร เสียงกระซิบเบาๆตรงหน้าก็ผ่านสายลมกลางคืนมา รอยเท้าที่ไร้เจ้าของกำลังก้าวเข้ามาหามัน “ชิบหายแล้ว นี่มันปีศาจบ้านไหนกันละ” เจ้าปีศาจตกใจที่ต้องเจอปีศาจตัวอื่นอีกที

“พระเจ้าก็ขี้โม้แบบนี้แหละ” เสียงนั่นกระซิบจากระยะหนึ่งช่วงแขนสั้นๆ ร่างเจ้าของเสียงนั่นค่อยๆปรากฎออกมา รองเท้าหนังหุ้มมาถึงเข่ากับกางเกงขาสั้นชายหาดและเสื้อกล้ามสีขาว ผมสีทองและดวงตาสีม่วงอ่อน เออ มีแค่สีตาและลายที่มือเท่านั้นที่พอจะทำให้รู้ว่าเขาเป็นปีศาจระดับไหนกัน แน่นอนว่าเขาไม่ใช่ผีเสื้อกลางคืนธรรมดาและไม่ใช่ปีศาจธรรมดาด้วย

“ข้าคือพญาปีศาจแห่งสายลม ขอบคุณที่เจ้าปลดผนึกข้าออกมา” ยิ้มที่มุมปากช่างน่ารักน่าหลงใหล แต่เจ้าปีศาจน้อยก็ยังฉงนใจไม่หาย มันไปปลดผนึกอะไรเมื่อตอนไหนกัน ก่อนที่เจ้าตัวน้อยจะงงไปมากกว่านี้ พญาปีศาจสายลมก็เท้าสะเอวแล้วอธิบายให้มันฟังอย่างจริงจัง “ก็แค่มีปีศาจสักตัวพูดเรื่องไม่ดีของพระเจ้า ข้าก็หลุดจากพันธนาการได้แล้ว รู้ไหมว่าข้าจะต้องวนเวียนเป็นผีเสื้อมาแล้วกี่ครั้ง มโหศาลเลยแหละ ก็พวกมันอายุสั้นนี่นา แต่การมีอายุสั้นๆก็ดีเหมือนกันนะ เปลี่ยนร่างใหม่ไปเรื่อยๆ สนุกดี ว่าแต่ ทำไมปีศาจอย่างเจ้าถึงได้มาไล่จับผีเสื้ออยู่นี่ล่ะ” พญาปีศาจยังคงเท้าสะเอวอยู่ขณะที่ถาม

“ข้าเองก็ไม่รู้ ก็แค่คิดว่ามันน่าจะเป็นเป้าหมายของชีวิตละมั้ง”

“เป้าหมาย???? จับผีเสื้อ?????” คู่สนทนาถามอย่างประหลาดใจ

“พระเจ้าบอกว่าผีเสื้อก็เปรียบเหมือนกับความรัก ข้าก็อยากมีความรักเยอะๆพอ จะได้เอาไปให้คนอื่นได้แบบพระบุตรน้อยไง” เสียงและแววตาบ่งบอกว่ามันคิดเช่นนั้นจริงจัง

“อืม และตอนนี้เจ้าก็รู้แล้วว่าเขาโกหก” พญาปีศาจลองเชิงถามขึ้น แต่คำตอบที่ได้คือเจ้าตัวน้อยไม่ได้คิดว่าพระเจ้าโกหกเรื่องผีเสื้อ แต่มันคิดว่าพระองค์โกหกเรื่องสวนต่างหาก

“พระเจ้าบอกข้าว่าถ้าหากข้ามีสวนที่สวยงาม ข้าจะไม่ต้องไปวิ่งไล่จับผีเสื้อที่ไหนอีกแล้ว แค่รอให้ผีเสื้อมาที่สวนก็พอ” เจ้าตัวน้อยอธิบายพร้อมกับนั่งยองๆเอานิ้วจิ้มพื้นดินตรงนั้นแล้วเริ่มวาดอะไรขึ้นมา แล้วเล่าต่อ

“พวกมันมาแล้วก็หายไปเหมือนเดิม และกว่ามันจะมาก็นาน บางตัวก็มาแล้วก็ตาย ยังไม่ทันได้รู้จักเลย ข้าไม่อยากรออยู่ที่สวนอีกแล้ว” มันยังพูดไปขยับนิ้วน้อยๆวาดไปบนผืนดิน พญาปีศาจนั่งลงบนส้นรองเท้าบูทพลางดูว่าเจ้าปีศาจน้อยวาดอะไร แล้วเอามือลูบเขาน้อยๆของมันก่อนจะอธิบายเรื่องราวทั้งหมด

“มันเป็นความผิดของเหล่าปีศาจอย่างพวกเรานี่แหละที่กักขังพระเจ้าไว้กับความรัก พระเจ้าผู้น่าสงสาร” ทันทีที่บทสนทนาเริ่มต้น เจ้าปีศาจน้อยก็ตื่นเต้นจนละมือจากรูปสวนสวยที่วาดอยู่ หันไปฟังอย่างตั้งใจ เรื่องราวเกิดขึ้นมานานมากแล้วสมัยที่พระเจ้ายังมีแต่ความโกรธเท่านั้น พระองค์ปกครองทุกอย่างด้วยความโกรธและการลงโทษ ปีศาจหนึ่งมีปัญญามากมายจึงได้เริ่มทำให้มนุษย์รู้จักใช้ภาษาอื่นๆที่พระเจ้าไม่ได้สร้างไว้ มนุษย์บางพวกสร้างภาษาของตัวเองขึ้นมาได้เพื่อสื่อสารกันเอง เมื่อภาษากำเนิดขึ้น พระเจ้าจึงกลายเป็นเรื่องเล่าเรื่องแรกๆของมนุษย์ แต่ไม่มีใครอยากให้ตัวเองถูกเล่าในฐานะคนที่ร้ายกาจและโกรธเกรี้ยวอยู่ตลอดเวลาหรอก ปีศาจแสนฉลาดจึงแสดงสิ่งหนึ่งให้พระเจ้าเห็น เขาได้สร้างความรักขึ้นมาจากสายลมแล้วส่งมันไปพร้อมกับสัตว์ปีกเล็กๆที่เขาสร้างขึ้นมา ส่งเข้าสู่ความทรงจำของมนุษย์ มนุษย์เทิดทูนเขาราวกับพระเจ้า และเริ่มเทิดทูนมนุษย์คนอื่นราวกับพระเจ้าเช่นกัน ตอนนั้นเองพระเจ้าก็ได้เรียนรู้ พระบุตรน้อยก็ได้เรียนรู้ที่จะมีความรัก แต่ ความรักมันไม่ได้ถูกนิยามหรือครอบครองง่ายดายขนาดนั้น

พอเล่ามาถึงตรงนี้ทั่งคู่ก็ลงไปนั่งคลุกดินเรียบร้อยแล้ว เรื่องนี้อาจจะยาวนานเพราะเป็นอดีตที่ยาวนานนั่นเอง โดยสรุปก็คือ ปีศาจอย่างเราใช้ความรักหลอกพระเจ้าให้ลดความโกรธเกรี้ยวลงเท่านั้น ที่เหลือคือความผันแปรไปตามกระแสลม

“อย่างนั้นข้าก็ไม่ต้องไล่จับผีเสื้อหรือสร้างสวนแล้วนะซี” ปีศาจน้อยเอ่ยถามก่อนจะหาวออกมา มันเล่นจนเหนื่อยแล้ว

“ใช่ ไม่ต้องทำแล้ว เพราะนั่นเป็นเพียงอุบายที่เราเอาไว้กันความบ้าคลั่งของพระเจ้าต่างหาก และถ้าเจ้าต้องการความรัก อย่าตามหามัน และ อย่ารอมันมาหา แต่ จงเป็นมัน” พญาปีศาจจับเขาทั้งสองข้างของมันแล้วดึงให้เจ้าของร่างลุกขึ้น ปีศาจน้อยยืนขึ้นตามแรงของพญาปีศาจนั้นก่อนจะปัดดินที่เปื้อนเสื้อผ้าออก

พญาปีศาจคุกเข่าลงต่อหน้าเจ้าตัวน้อยก่อนจะเป่าลมเข้ามาที่ท้องของมัน ปีศาจน้อยเบิกตาโตอีกครั้งก่อนเอ่ยถามวัตถุประสงค์ของผู้เฒ่า

“นี่คือผีเสื้อหนึ่งฝูงในร่างเด็กหญิงคนหนึ่ง มันจะปกป้องเจ้าจากความกลัวของมนุษย์ และ เมื่อเจ้ามีความรัก พวกมันจะโบยบินในท้องของเจ้า แต่เมื่อใดที่เจ้าเป็นความรักแล้วพวกมันจะไม่กวนใจเจ้าอีกเลย มันจะสอนเจ้าทุกค่ำคืนถึงภาษาของพวกมัน จำไว้ว่าปีศาจอย่างพวกเราไม่ใช้ภาษาของพระเจ้าหรือภาษาของมนุษย์” ปีศาจเฒ่าตอบเบาๆ

เขาน้อยๆของปีศาจตัวจ้อยหายไป มันกลายเป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ทั้งคู่บอกลา ภาษาและเป้าหมายถูกเก็บงำไว้อย่างนั้น พญาปีศาจเฒ่ากลายเป็นผีเสื้อผีเสื้อสีนิลบินหายไปในความมืดพร้อมแสงระยิบระยับ

เมื่อปีศาจน้อยเติบโตขึ้นเป็นเด็กสาว วันหนึ่งมันขณะเดินเข้าไปในหมู่บ้าน ทุกคนกำลังรอต้อนรับครูคนใหม่ มันเดินเข้าไปดูใกล้ๆ แล้วทันใดนั้นก็มีรถม้าเสียหลักล้มลงไม่ไกลจากตรงนั้น เจ้าปีศาจรีบรุดไปดูด้วยความขี้เสือกเป็นทุนเดิม แต่ครั้งนี้น่าแปลกที่ผีเสื้อในท้องของมันบินวนไปมาทันทีที่มันเห็นสายตาของผู้ที่อยู่ในรถม้านั้น

เขาเป็นครูคนใหม่ ชายผมยาวประบ่า คิ้วรกหนาแต่ได้สัดส่วน พร้อมเสียงกังวานใสยามสอนเด็กๆในห้องเรียน และจากที่ไม่เคยคิดจะเรียนภาษาของมนุษย์ เจ้าปีศาจน้อยในร่างหญิงสาวก็เริ่มมายืนอยู่ที่ประตูโรงเรียนเพื่อเรียนรู้ภาษาบ้าง ทุกครั้งที่มันเห็นครู ผีเสื้อก็บินวนอยู่ในท้องเสมอ มันควบคุมผีเสื้อพวกนี้ไม่ได้สักทีจนต้องหาวิธีเจรจากับเจ้าผีเสื้อ

เมื่อเปิดการเจรจา ผีเสื้อทั้งหลายก็ออกมาจากท้องของมันเพื่อให้การเจรจาเป็นไปอย่างราบรื่น

ผีเสื้อหลากสีบินวนอยู่รอบตัวหญิงสาวผมยาวเกล้ามวยกับชุดเดรสสีส้มหม่นๆ เป็นภาพที่ครูหนุ่มมองอย่างประทับใจ เขาค่อยๆเดินเข้าไปใกล้ แต่ก็เกิดเหยียบกิ่งไม้ตามแบบฉบับนิยายทั่วไปจนนางเอกรู้ตัวนั่นแหละ แต่เมื่อรู้ตัวแล้วตอนนี้ผีเสื้อทั้งหลายก็รีบบินไปซ่อนตัวรอจังหวะกลับเข้าไปในท้องของเจ้าปีศาจอีกครั้ง แต่เมื่อบทสนทนาของทั้งสองเริ่มต้นขึ้น ผีเสื้อทั้งหลายกลับพร้อมใจกันโผล่ออกมาบินรอบๆตัวทั้งคู่

“มนุษย์คนนี้พยายามจะเข้าใจภาษาของพวกเรา” ผีเสื้อตัวหนึ่งสังเกต พวกมันเริ่มถกเถียงและสำรวจก่อนจะตัดสินใจเรียกลมเหนือมาสร้างความปั่นป่วนเพื่อจะบินกลับเข้าไปในท้องของเจ้าปีศาจ แต่ต่อจากนี้เจ้าปีศาจเริ่มขอความเห็นใจจากพวกมันได้แล้ว

“สอนภาษาของพวกมันให้ฉัน แล้วฉันจะสอนเธอเขียนหนังสือ” ครูหนุ่มให้ข้อเสนอ และการแลกเปลี่ยนครั้งนี้ก็นำไปสู่การแต่งงานกันของทั้งคู่

แต่น่าเสียดายที่ร่างมนุษย์ของมันนั้นอยู่ได้ไม่นานนัก มันจากชายผู้เป็นที่รักของมันไปแล้วกลับคืนสู่ร่างของปีศาจน้อยดังเดิม ยืนมองงานศพของตัวเองอยู่ไกลๆพร้อมกับมองชายผู้เคยเป็นที่รักกำลังหลั่งน้ำตาต่อการจากไปของมัน

ความรักแบบมนุษย์เป็นเช่นนี้เอง มันเคยมีความรักแล้วและมันได้เป็นที่รักของเขาแล้ว ผีเสื้อที่เคยอยู่ในร่างหญิงสาวนั้นโบยบินไปตามทิศทางของพวกมัน เหลือเพียงเจ้าปีศาจน้อยที่ยังคงยืนนิ่งพร้อมตระหนักได้ว่ามันเองนี่แหละที่เป็นความรักได้ เขาของมันกลับมาแล้ว และปีกสีแดงค่อยๆงอกออกมา ความปีติใจทำให้ร่างของมันกลายเป็นผีเสื้อสีแดงจุดดำตัวใหญ่บินไปที่หลุมศพนั่น

ชายผู้เป็นที่รักยื่นมือมาแตะมัน ทั้งคู่จ้องมองกันและกันอยู่ครู่หนึ่ง ลมหายใจของเขาสัมพันธ์กับปีกที่กระพือของมันอย่างไม่ผิดเพี้ยน

หลายสิบปีต่อมา ชายคนนั้นในยามชราถูกจับในข้อหากบฎ แต่ภาษาผีเสื้อที่เขาได้เรียนจากหญิงผู้เป็นที่รักนั้นได้ถูกใช้เป็นรหัสลับสื่อสารความเข้าใจของเขากับลูกศิษย์ตัวน้อย แม้มันจะเป็นเพียงถ้อยคำสุดท้ายของทั้งคู่ก็ตาม

แต่เรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องของชายคนนั้นนี่นะ กลับมาที่เจ้าปีศาจกันดีกว่า มันได้เจอกับพญาปีศาจสายลมอีกครั้งในสงครามกลางเมืองของมนุษย์

“ภาษาของพระเจ้าถูกอีกฝ่ายใช้ไปแล้ว เราก็แค่ต้องอยู่อีกข้างหนึ่งของสงคราม เราก็แค่อยู่ข้างมนุษย์ที่ต่อสู้เพื่อความเท่าเทียม” พญาปีศาจอธิบาย ก่อนที่จะทำให้ปีศาจน้อยกลายเป็นเด็กหญิงอีกครั้งเพื่อไปสอนภาษาของพวกมันให้มนุษย์ผู้รักจะปฏิวัติได้ใช้ หลายสิบปีต่อมาภาษาของผีเสื้อจึงยังเป็นสิ่งหนึ่งที่ยึดโยงจิตวิญญาณของผู้คนที่ต้องการปลดแอกเอาไว้ด้วยกัน แม้ว่าชัยชนะจะมีเพียงน้อยนิด แต่ตราบใดที่ยังมีคนรู้จักภาษานั้นมันก็จะยังมีการต่อสู้อยู่ เจ้าปีศาจอาจจะกลายเป็นมนุษย์แล้วตาย กลายเป็นผีเสื้อแล้วตาย แต่ มันไม่ได้จากโลกนี้ไปไหน แม้ว่าโลกใบนี้ไม่ใช่ของมันก็ตาม

นิทานเรื่องนี้ได้รับแรงขับมาจากภาพยนต์เรื่อง La lengue de las mariposas.
ภาพประกอบ ภรณ์ทิพย์ มั่นคง